กลุ่มศิษย์หลวงพ่อทบ
ธันวาคม 18, 2017, 11:39:01 pm*

ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
ท่านพรม ถ้าฉันมรณภาพแล้ว อย่าเผาสังขารฉันนะ โบสถ์วัดช้างเผือกจะสร้างไม่เสร็จ

ยินดีต้อนรับสู่ หลวงพ่อทบ.com

การค้นหาขั้นสูง  
หน้า: 1 [2]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ประวัติหลวงพ่อมหาอาคม วัดดาวนิมิตร  (อ่าน 33974 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Bui DK (Webmaster1)
Administrator
Hero Member
*******
กระทู้: 3546


@-ศิษย์หลวงพ่อทบ-@


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #15 เมื่อ: ธันวาคม 29, 2010, 09:12:16 am »

หลวงพ่อคูณวัดบ้านไร่พระโพธิสัตว์ลงมาสร้างบารมี

          ในช่วงปีพ.ศ.  2536-2539  ชื่อเสียงของหลวงพ่อคุณแห่งวัดบ้านไร่นั้นโด่งดังทะลุฟ้า แม้แต่คุณพยัพคำพันธุ์และคุณแอ็ดคาราบาว  ยังร่วมกันแต่งเพลงหลวงพ่อคูณจนดังสนั่นเมือง เด็กและผู้ใหญ่ร้องเพลงนี้กันได้กันทุกคน  ความดังของหลวงพ่อคูณ ขนาดวงคาราบาวยังขออนุญาติท่านสร้างเหรียญหลวงพ่อคูณรุ่นเพื่อชีวิตกันเลยละครับ  ชั่วโมงนั้นท่านคือเกจิอันดับหนึ่งของเมืองไทยกันเลยละครับ ในช่วงปีพ.ศ.  2538  ผมได้มีโอกาสสอบถามหลวงพ่ออาคมว่า  หลวงพ่อครับรู้จักหลวงพ่อคูณไหมครับ  ท่านตอบว่ารู้จักสิ  หลวงพ่อคูณท่านมีบารมีมากเหลือเกิน เป็นโพธิสัตว์แบ่งภาคมาเกิดเพื่อสร้างบารมีเชียวนะมึง  ในหนึ่งร้อยปีจะหาพระสงฆ์ที่มีบารมีเฉกเช่นหลวงพ่อคูณนั้นหายากเหลือเกิน  ถ้าเอ็งมีโอกาสก็ให้รีบไปกราบท่านซะพระอย่างนี้หายากว่ะ แล้วหลวงพ่อคูณกับหลวงพ่อใครเก่งกว่ากันครับ ท่านเลี่ยงตอบคำถามนี้  ท่านเพียงแต่พูดว่าบารมีด้านชื่อเสียงของหลวงพ่อคูณท่านเหนือกว่าข้าว่ะ  ข้าสู้บารมีด้านชื่อเสียงท่านไม่ได้จริงๆ พระอย่างหลวงพ่อคูณเป็นพระแท้พระทองคำทั้งองค์  มีใจเป็นกุศลเป็นนักบุญที่ยากจะหาใครมาเทียบได้  ผมเลยถามหลวงพ่ออาคมต่อเลยว่า  หลวงพ่อคูณท่านทำตระกรุดฝังแขนได้แล้วหลวงพ่อละครับ  ทำได้หรือเปล่า  สิ้นคำถามนี้ท่านดุผมแล้วพูดขึ้นว่า  กูทำได้หมดล่ะจะฝังตระกรุด  จะสักยันต์สักกระหม่อม  แต่กูไม่อยากทำให้ใคร กูกลัวใครที่ได้ไปแล้วประพฤติตนไม่ดี  ไปเป็นโจรเกเรเขา  บ้านเมืองจะเดือดร้อนไปกันใหญ่  สรุปว่าหลวงพ่ออาคมของเรา  ท่านก็ทำตระกรุดได้ทุกชนิดแม้กระทั่งตระกรุดที่ฝังตามร่างกายเช่นที่ใต้ท้องแขนเป็นต้น  และผมก็ได้ข้อมูลมาว่าคุณปุย แห่งเวบกลุ่มศิษย์หลวงพ่อทบก็เคยไปฝังตระกรุดกับหลวงพ่ออาคมมาด้วยใช่ไหมครับ  เป็นหลักฐานชิ้นเอกเลยก็ว่าได้  เป็นพยานบุคคลเลยก็ว่าได้ ว่าหลวงพ่ออาคมก็ทำตระกรุดฝังใต้ท้องแขนได้  เฉกเช่นเดียวกับ.......หลวงพ่อคูณ  แห่งวัดบ้านไร่  ใครรู้จักพี่ปุยของเรา  ก็ลองไปถามเขาดูว่าเคยไปฝังตระกรุดกับหลวงพ่ออาคมหรือเปล่า  ส่วนตัวผมเองนั้น สักกระหม่อมกับหลวงพ่อและสักหลังด้วยน้ำมันงาครับ..................................


จบภาคปฏิปทาและปาฏิหาริย์ตอนที่  3  ครับ  คอยพบกับ  ตอนที่  4  ได้เร็วๆนี้  ที่เวบ
กลุ่มศิษย์หลวงพ่อทบเพียงแห่งเดียวเท่านั้น  โดย  กริชภารตะ  เจ้าเดิมนะครับ  สวัสดี


* Takudkushevit2.jpg (111.97 KB, 700x952 - ดู 3801 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

"ของจริงนิ่งเป็นใบ้ ของพูดได้ไม่ใช่ของจริง" ถึงตัวอยู่ไกล แต่ใจศรัทธาไม่เสื่อมคลาย
Bui DK (Webmaster1)
Administrator
Hero Member
*******
กระทู้: 3546


@-ศิษย์หลวงพ่อทบ-@


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #16 เมื่อ: มกราคม 31, 2011, 02:22:49 pm »

ภาคปฏิปทาและปาฏิหาริย์หลวงพ่อมหาอาคม  วัดดาวนิมิต
ตำบลซับสมอทอด  อำเภอบึงสามพัน  จังหวัดเพชรบูรณ์
เกจิอาคมขลัง  แห่งเมืองมะขามหวาน  ตอนที่ 4
โดย  กริชภารตะ

          ช่วงนี้ผมติดภารกิจเกี่ยวกับการศึกษาต่อและหน้าที่การงานที่รัดตัว  และที่สำคัญผมนำสิ่งต่างๆที่เขียนเกี่ยวกับเกร็ดประวัติต่างๆของหลวงพ่ออาคมมาปรับปรุงสำนวน และภาษาให้ท่านที่ติดตามได้อ่านกันง่ายขึ้น  เพราะการถ่ายทอดเป็นภาษาเขียนแล้วสื่อให้ผู้อ่าน ได้อ่านแล้วเข้าใจนั้น  มันเป็นเรื่องยากเหมือนกันนะครับ เลยต้องงัดตำราในสมัยที่เคยเรียนทางด้านครูออกมาใช้กัน  สำหรับตอนนี้เป็นตอนที่  4  แล้วครับ ได้ข่าวว่ามีแฟนๆของผมหลายๆคนกำลังรอติดตามอ่านกันอยู่ครับ  ว่าจะเขียนสัก  12  ตอน หรือจนกว่าข้อมูลจะหมดครับและถ้าใครมีเกร็ดต่างๆเกี่ยวกับหลวงพ่ออาคมวัดดาวนิมิตทุกๆเรื่องก็ส่งมาที่ผมได้นะครับ ผมจะนำลงให้แล้วกล่าวอ้างให้ด้วยว่าข้อมูลนี้ได้มาจากท่านใด   มาร่วมกันช่วยเผยแพร่บารมีของหลวงพ่ออาคมกันนะครับ  ยินดีต้อนรับทุกท่านครับ ส่งมาที่เมล  kit17@hotmail.com  และก็ต้องขอขอบพระคุณล่วงหน้านะครับสำหรับนักเขียนรับเชิญทุกๆท่านที่จะส่งมา  ตอนนี้ถึงเวลาการติดตามอ่านกันแล้วครับกับตอนที่  4   

ตะกั่วพระฤาษี
          ผมเชื่อว่าหลายๆคนคงเคยเห็นพระหล่อพิมพ์ต่างๆของหลวงพ่ออาคมที่สร้างจากเนื้อตะกั่ว  ซึ่งส่วนใหญ่ท่านล้อพิมพ์พระกรุเก่า และเหรียญบางรุ่นของท่านก็มีเนื้อตะกั่วด้วยนะครับ เช่นเหรียญล้อพิมพ์รุ่นแรกที่ออกปี  2536 , เหรียญคู่ชีวิต  หรือถ้าใครเคยสังเกตเห็นรูปเหมือนปั๊มรุ่นแรกบางองค์ของหลวงพ่ออาคม  ก็มีการนำตะกั่วมาอุดที่ใต้ฐานด้วย  ขนาดพระกริ่งท่านรุ่นแรกยังมีการสร้างด้วยเนื้อตะกั่วเลยครับ  ส่วนการแยกแยะวัตถุมงคลของท่านที่สร้างจากเนื้อตะกั่วนั้น ถ้าจะให้เขียนกันคงต้องยืดยาวเกินไปครับ  เอาเป็นว่าเรามาเจาะประเด็นกันเลยดีกว่าว่า เนื้อตะกั่วที่หลวงพ่ออาคมนำมาสร้างพระนั้น  เป็นเนื้อตะกั่วอะไรหรือเป็นแค่ตะกั่วธรรมดาที่มีขายกันอยู่ทั่วไปหรือเปล่า  ฉนั้นวันนี้เลยต้องขอเขียนตรงประเด็นนี้หน่อยครับเพราะมีคนเมลเข้ามาสอบถามกันมากเหลือเกิน  ตะกั่วเป็นธาตุโลหะชนิดหนึ่งที่คนโบราณมีความเชื่อกันว่าโลหะธาตุชนิดนี้ถ้านำมาสร้างพระเครื่องหรือวัตถุมงคลแล้ว  จะมีคุณสมบัติสามารถดูดซับพลังกระแสจิตหรือพลังธรรมของพระเกจิอาจารย์ที่ปลุกเสกได้ดีกว่าโลหะธาตุชนิดอื่น  ฉะนั้นพระเกจิในอดีตจึงนิยมสร้างวัตถุมงคลเป็นเนื้อตะกั่วกันซึ่งหลายๆท่านอาจจะเข้าใจผิดคิดว่า ที่คนโบราณนิยมสร้างวัตถุมงคลเป็นเนื้อตะกั่วเพราะเป็นวัตถุที่หาง่ายและต้นทุนต่ำ  ถ้าท่านคิดเช่นนั้นถือว่าผิดถนัดครับ

          สำหรับประวัติความเป็นมาของตะกั่วที่หลวงพ่ออาคมนำมาสร้างเป็นพระเครื่องหรือนำมาอุดใต้ฐานรูปเหมือนปั๊มรุ่นแรกของท่านนั้น  หลวงพ่อมักจะเรียกตะกั่วชนิดนี้ว่า  ตะกั่วฤาษี สาเหตุที่เรียกเช่นนี้เพราะว่าสมัยที่ท่านยังเดินธุดงค์เพื่อแสวงหาครูบาอาจารย์และฝึกจิตให้เข้มแข็งอยู่นั้น  มีอยู่วันหนึ่งท่านได้พบกับถ้ำแห่งหนึ่งในแถบภาคอิสาน  ณ  ถ้ำแห่งนี้หลวงพ่อสังเกตเห็นว่าเหมาะแก่การบำเพ็ญภาวนาทางจิตเป็นอย่างมากท่านจึงปลักกลด  ณ  สถานที่แห่งนี้  หลังจากที่ท่านทำภารกิจตามกิจของสงฆ์เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  ท่านก็เข้าสมาธิเจริญภาวนาเพื่อฝึกจิต  ระหว่างที่ท่านกำลังอยู่ในห้วงแห่งสมาธิก็ได้เกิดเห็นในนิมิตแห่งญาณ  เห็นเป็นลักษณะของคนแก่นุ่งขาวห่มขาว  มีหนวดเครารุงรัง  เดินเข้ามาหาท่านพร้อมกับยกมือไหว้หลวงพ่ออาคม  แล้วก็พูดขึ้นมาว่า  “เกล้ากระผมรอท่านมาตั้งนานแล้วครับ  กระผมขอมอบของสิ่งหนึ่งให้ท่านครับ  ให้ท่านเอาไปสร้างเป็นวัตถุมงคลเอาไว้แจกญาติโยมเพราะอีกหน่อยท่านต้องมีภาระที่ต้องทำสถานที่แห่งหนึ่งเกี่ยวกับพระศาสนา  ฉะนั้นท่านต้องมีสิ่งที่น้อมนำให้คนเข้ามาช่วยท่านทำภารกิจตรงนี้  สิ่งที่เกล้ากระผมจะมอบให้นี้  เป็นตะกั่วที่กระผมได้อธิฐานจิตไว้แล้วมีฤทธิ์ทางดับปืนไฟและเป็นมหาอุดหยุดปืนไฟ  ขอให้ท่านเก็บเอาไว้ให้ดีเอาไว้สร้างกุศลเพื่อพระพุทธศาสนาต่อไป และของสิ่งนี้ก็อยู่ในซอกถ้ำด้านข้างใน  ขอให้ท่านเข้าไปเอามาเถอะ มีคนเคยเข้ามาในถ้ำนี้กันมากแต่กระผมบังตาเอาไว้ไม่ให้ใครเห็นรอจนท่านมานี่แหละและก็หวังว่าท่านคงนำสิ่งที่กระผมมอบให้นี้ไปสร้างกุศลเพื่อสืบสานพระพุทธศาสนาสืบต่อไปเทอญ  หมดภารกิจของกระผมแล้ว  กระผมต้องไปเสียทีเพราะรอท่านมานานเหลือเกิน  กระผมกราบลาท่านละครับ” เสร็จคำพูดของตาประขาวร่างในนิมิตของตาปะขาวตนนี้ก็หายไป  หลวงพ่ออาคมจึงถอนจากสมาธิและคิดว่ามันจะเป็นจริงดั่งที่ตาปะขาวพูดหรือไม่  ท่านจึงลองเดินเข้าไปในถ้ำ ดูตามจุดที่ตาปะขาวบอก  แล้วก็เป็นจริงดั่งที่ตาปะขาวพูด  ท่านพบก้อนตะกั่ว  อยู่หลายก้อน ก้อนหนึ่งท่านบอกว่ากะๆดูแล้วน่าจะหนักสักประมาณ  1  กิโลกรัม  แต่ท่านเอามาแค่ประมาณ  2  ก้อน  และตอนหลังเมื่อธุดงค์ผ่านไป  ณ  ถ้ำแห่งนี้อีกท่านก็ทยอยเอามาจนหมด  แปลกแต่จริงไหมครับที่ตะกั่วในถ้ำนี้ไม่มีใครเคยเห็นแม้จะเดินเข้าไปตรงจุดที่มีตะกั่ววางอยู่  จะมีก็แต่องค์หลวงพ่ออาคมเพียงท่านเดียวเท่านั้นที่มองเห็นและสามารถเอามาได้  หรือเทวดาในถ้ำจะบังตาเอาไว้รอเพียงหลวงพ่ออาคมเท่านั้นที่มีสิทธิ์จะเอาไปได้  เป็นของคู่บุญเฉพาะตนจริงๆ  หลวงพ่ออาคมมักพูดเสมอมาว่า  แค่ตะกั่วฤาษีอย่างเดียวไม่ต้องเสกอะไรปืนก็ยิงไม่ออกแล้วเพราะพระฤาษีท่านทำไว้ดีแล้ว  ขลังสุดๆ  ตั้งแต่นั้นมาท่านจึงนำตะกั่วดังกล่าวฯมาสร้างวัตถุมงคลโดยการผสมกับตะกั่วเก่าของกรุนาดูรที่ท่านได้มาตอนธุดงค์เช่นกัน  และท่านจะเรียกตะกั่วชนิดนี้ว่า
ตะกั่วฤาษีเสมอมา .........


* jaosul.jpg (114.3 KB, 700x525 - ดู 3449 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 31, 2011, 02:27:39 pm โดย Bui DK (Webmaster1) » บันทึกการเข้า

"ของจริงนิ่งเป็นใบ้ ของพูดได้ไม่ใช่ของจริง" ถึงตัวอยู่ไกล แต่ใจศรัทธาไม่เสื่อมคลาย
Bui DK (Webmaster1)
Administrator
Hero Member
*******
กระทู้: 3546


@-ศิษย์หลวงพ่อทบ-@


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #17 เมื่อ: มกราคม 31, 2011, 02:32:21 pm »

คำสอนของหลวงพ่อ “เป็นเสือต้องเป็นทั้งตัว”
          หลวงพ่อมหาอาคม ท่านมักจะสอนศิษย์ของท่านเสมอมาว่า ถ้าคิดจะเป็นเสือต้องเป็นทั้งตัว ซึ่งคำสอนนี้หลายๆท่านที่อ่านประโยคนี้แล้ว ขอให้อ่านให้จบก่อนนะครับแล้วจะทราบความหมายของคำว่า “เป็นเสือต้องเป็นทั้งตัว” ประโยคนี้มีนัยยะที่แฝงไว้ด้วยความเมตตาและเป็นคำสอนที่กินใจและลึกซึ้ง  หลวงพ่อสอนว่า  คนโบราณนั้นเขามักจะมีของดีติดตัวเสมอ เช่น พระเครื่อง, ตะกรุด , หรือของทนสิทธิ์ต่างๆ เช่น คตขนุน, คตปลวก หรือบางคนก็สักยันต์ตามตัว หรือบางคนก็ฝังตะกรุด กินว่านอาบน้ำว่านบ้าง ซึ่งคนโบราณนั้นท่านมักมีของดีหลายๆอย่างติดตัวเสมอ  แต่ผิดกับคนยุคสมัยใหม่ยุคปัจจุบันที่นิยมห้อยพระเพียงแค่อย่างเดียว  เวลามีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น เช่นเกิดอุบัติเหตุหรือมีเรื่องชกต่อยกัน บางทีพระที่คล้องคอนั้นอาจจะหลุดออกจากตัวได้ หรือสายสร้อยที่คล้องพระนั้นอาจขาดได้ ซึ่งเป็นผลให้บางคนถึงแก่ชีวิตก่อนวัยอันควรได้  มีเรื่องเล่าจากปากหลวงพ่ออยู่เรื่องหนึ่งที่ท่านเคยเล่าให้ฟังว่า มีผู้ใหญ่บ้านท่านหนึ่งแถบอำเภอน้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ เป็นคนที่หนังเหนียวมากๆ เนื่องจากในคอคล้องรูปหล่อหลวงพ่อเขียนวัดถ้ำขุนเณร เคยปะทะกับโจรปล้นบ้านหรือแม้กระทั่งนักเลงต่างถิ่นก็เคยดวลกันมาแล้ว  แต่ก็รอดปลอดภัยมาทุกครั้ง จนมีเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ผู้ใหญ่บ้านท่านนี้ถึงแก่ชีวิต อันเนื่องมาจากการถูกยิงจากโจรปล้นบ้าน ทั้งๆที่ผู้ใหญ่บ้านท่านนี้โดนส่องด้วยปืน  11  มม. ตามเนื้อตัวเต็มไปด้วยรอยไหม้ของกระสุนไม่ต่ำกว่า 7 นัด  แต่ที่ต้องมาพลาดท่าโดนยิงที่หัว  1 นัด จนสิ้นชื่อเนื่องจากการโดนกลุ่มโจร เข้าปะชิดตัวแล้วเกิดการตะลุมบอนกัน 3 ต่อ 1 ซึ่งแน่นอน ผู้ใหญ่บ้านท่านนี้ต้องสิ้นชื่อเพราะโดนกระชากสร้อยพระออกจากคอ จากนั้นหรือครับ  โป้งนัดเดียวจอดครับ  ซึ่งผู้ใหญ่บ้านท่านนี้เป็นคนที่หลวงพ่ออาคมท่านรู้จักดีครับและรู้สึกว่าท่านจะสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่งครับ กับเหตุการณ์นี้ หลวงพ่ออาคมท่านบอกว่าถ้าผู้ใหญ่บ้านท่านนี้มีตระกรุดที่เอวสักดอก หรือผ่านการสักยันต์ตามตัวมาบ้าง จุดจบคงจะไม่เป็นแบบนี้แน่  แต่ก็อย่างว่านั้นละครับ มันคงเป็นกรรมเก่าของเขาด้วยที่ทำให้เขาต้องพบกับจุดจบเช่นนี้ ตั้งแต่นั้นมา  หลวงพ่ออาคมมักจะสอนศิษย์เสมอมาว่า เป็นเสือต้องเป็นทั้งตัวครับ คือนอกจากจะห้อยพระในคอแล้ว น่าจะมีวัตถุมงคลประเภทอื่นๆติดตัวบ้างโดยเฉพาะตะกรุดซึ่งใช้คาดเอว เวลาเกิดการสู้ประชิดตัว ตะกรุดก็ยังอยู่ที่เอวไม่มีทางหลุดไปจากเอวได้และคนที่คิดไม่ดีกับเราก็ไม่รู้ด้วยว่าเรายังมีของดีซ่อนอยู่ที่เอวและที่สำคัญหลวงพ่อพูดแกมขำๆว่า ยิ่งมีปืนเหน็บเอวไปด้วยซักกระบอก ยิ่งดีไปกันใหญ่ นี่ก็เป็นเกร็ดเล็กๆที่ผมได้รับฟังมาจากศิษย์ยุคต้นๆของท่านครับที่กรุณาเล่าให้ฟังและได้กลายเป็นข้อมูลถ่ายทอดให้ทุกๆท่านได้อ่านกันครับ

รูปเหมือนปั๊มรุ่นแรก....ผีขยาด......
          ในบรรดาวัตถุมงคลทั้งหลายของหลวงพ่ออาคมวัดดาวนิมิตนั้น โดยส่วนตัวของผมแล้วนั้นผมชอบรูปเหมือนปั๊มรุ่นแรกปี 2531 เป็นที่สุด  เพราะดูแล้วเข้มขลังและเหมือนองค์หลวงพ่อดีครับ  ซึ่งหลวงพ่ออาคมท่านบอกว่า รูปเหมือนปั๊มรุ่นแรกของข้านี้  ข้าจะเสกเอาไว้แทนตัวข้าเลย เสกบทมหาอุดยันเมตตาเลยละมึง กูรับรองว่าคล้องแล้วไม่หนักคอเปล่า......มีเหตุการณ์อยู่เหตุการณ์หนึ่งที่ยืนยันได้ว่ารูปเหมือนปั๊มรุ่นแรกของท่าน ไม่ใช่เด่นทางคุ้มครองทางอุบัติเหตุหรือหนักไปทางมหาอุดหยุดปืนเพียงอย่างเดียว คือเมื่อประมาณ ปี พ.ศ.  2535 ได้มีคนอยู่กลุ่มหนึ่งขับรถมาหาหลวงพ่ออาคมที่วัดดาวนิมิต โดยมาด้วยกัน 5 คน หนึ่งในนั้นเป็นหญิง 2 คน ชายอีก  3  คน ซึ่งเมื่อมาถึงที่วัดก็ถามพระที่วัดว่าหลวงพ่ออาคมอยู่หรือไม่ ซึ่งขณะนั้นท่านกำลังต้อนรับคณะศิษย์ที่มาจากกรุงเทพกลุ่มหนึ่งอยู่ ชายผู้มาจากแดนไกลได้เข้าไปกราบหลวงพ่อและขัดการสนทนาของท่านกับกลุ่มศิษย์กรุงเทพ และกราบเรียนหลวงพ่อว่า หลวงพ่อครับช่วยไล่ผีที่สิงเมียผมทีครับ ผีมันเข้าเมียผมตั้งแต่เมื่อคืนแล้วครับ ทำอย่างไรไปหาพระที่เก่งๆที่ไหนก็ไล่ผีมันไม่ออกสักที  พอดีมีคนแนะนำมาว่าให้มาหาหลวงพ่อครับ ผมขับรถมาจากขอนแก่นครับ......ชายผู้นี้ก็เล่าให้หลวงพ่ออาคมฟังว่า  มีอาชีพทำนาใช้ชีวิตอยู่กับภรรยาตามประสาชาวนาในชนบท แต่อยู่ๆเมื่อวานนี้หลังจากกลับมาจากนา อยู่ๆเมียผมก็เกิดอาการที่ผิดปกติคืออยู่ๆก็ล้มพับหมดสติไป พอฟื้นขึ้นมาก็ไม่พูดกับใคร สายตาก็มองขวางๆและพูดเพียงคำเดียวว่ากูจะเอามันให้ตาย กูจะเอามันให้ตาย แม้ทางผมและญาติจะถามว่ามันเป็นเช่นไร หรือเป็นใครมาทำไม ภรรยาผมก็พูดอยู่เช่นนี้ตลอดมา จนญาติๆลงความเห็นว่าน่าจะถูกผีเข้าแน่เลย เลยพากันนำไปหาพระเกจิในย่านแถวนั้นตลอดจนหมอผีที่เขาว่าดังๆ ก็ไม่สามารถที่จะทำให้ภรรยากลับมามีสติเหมือนเดิมได้ จนหมดปัญญาที่จะหาทางเยียวยาและแก้ไข จนมีพระเกจิท่านหนึ่งชื่อหลวงพ่อ......ได้บอกว่ามีพระอยู่องค์หนึ่งเก่งเหลือเกินเคยพบกันตอนพุทธาภิเษกวัตถุมงคลที่วัดแห่งหนึ่ง ชื่อหลวงพ่อมหาอาคม ท่านอยู่วัดดาวนิมิต อ.บึงสามพัน จ.เพชรบูรณ์ น่าที่จะสามารถแก้ไขอาการของภรรยาโยมได้ เพราะหลวงพ่ออาคมท่านนี้ พลังทางจิตตลอดจนอาคมของท่านนั้นขลังเหลือเกิน พวกเอ็งลองรีบไปหาท่านซะก่อนที่จะสายเกินแก้  พวกกระผมและญาติๆจึงขับรถมากราบท่านที่วัดดาวนิมิตนี่ละครับ  เมื่อฟังที่มาที่ไปจบและทราบเรื่องราวต่างๆแล้วหลวงพ่ออาคมก็ให้ญาติๆนำหญิงที่ถูกผีเข้า เข้ามาใกล้ท่าน ท่านก็มองหญิงสาวคนนั้นที่ผีกำลังสิงอยู่ด้วยความเมตตา ท่านก็เพียงแค่หยิบรูปเหมือนปั๊มรุ่นแรก ปี 2531 ที่ท่านกำลังจะเตรียมมอบให้ศิษย์ทางกรุงเทพฯมา  1 องค์ แล้วยื่นให้สามีคนที่ถูกผีสิงแล้วบอกว่า เอ็งเอารูปเหมือนของข้าแตะที่หน้าผากเมียเอ็งแค่นี้ก็พอ ไปไปทำกันตรงโน้นไป หลวงพ่ออาคมไล่ให้ไปทำที่ด้านนอกของศาลา  เสร็จเสียงของหลวงพ่ออาคม  กลุ่มของคณะที่ถูกผีสิงก็พากันไปที่นอกศาลา สักครู่ก็พากันเดินเข้ามาในศาลาพร้อมกับผู้หญิงที่ถูกผีสิง แปลกแต่จริงหญิงคนดังกล่าวฯกับสภาพในตอนนี้ต่างกันคนละคน พอเดินเข้ามาถึงหลวงพ่อก็ก้มลงกราบหลวงพ่อแบบงงๆว่ามันเกิดอะไรขึ้น และตนเองมาอยู่ที่วัดนี้ได้อย่างไร หลวงพ่ออาคมของเราก็ไม่ได้พูดอะไรมากท่านเพียงแต่พูดสั้นๆว่า เอ็งเก็บรูปหล่อของข้าไว้ให้ดี แม้แต่ผีมันยังกลัวข้าเลยว่ะ แล้วท่านก็หัวเราะ หึหึหึ อยู่ในลำคอ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น...........ผมเล่าสรุปแบบสั้นๆให้เท่านั้นนะครับ  ไม่งั้นจะไปกันใหญ่สามหน้าก็ไม่จบ....เห็นไหมครับว่ารูปเหมือนปั๊มรุ่นแรกของท่านเด็ดขาดและแน่นอนแค่ไหน

...........................จบ ตอนที่  4 .........คอยพบกับตอนที่  5  ได้ที่นี้เร็วๆนี้................   โดย........ กริชภารตะ.......   เจ้าเดิม ...สวัสดี...


* pumakom.jpg (102.16 KB, 700x443 - ดู 3526 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

"ของจริงนิ่งเป็นใบ้ ของพูดได้ไม่ใช่ของจริง" ถึงตัวอยู่ไกล แต่ใจศรัทธาไม่เสื่อมคลาย
Bui DK (Webmaster1)
Administrator
Hero Member
*******
กระทู้: 3546


@-ศิษย์หลวงพ่อทบ-@


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #18 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 10, 2011, 01:28:28 pm »

ภาคปฏิปทาและปาฏิหาริย์หลวงพ่อมหาอาคม  วัดดาวนิมิต
ตำบลซับสมอทอด  อำเภอบึงสามพัน  จังหวัดเพชรบูรณ์
เกจิอาคมขลัง  แห่งเมืองมะขามหวาน  ตอนที่ 5
โดย  กริชภารตะ

          เป็นตอนที่  5  แล้วนะครับกับภาคปฏิปทาและปาฏิหาริย์หลวงพ่อมหาอาคม  วัดดาวนิมิต    ซึ่งตัวผมเองมีความตั้งใจเป็นอย่างยิ่งที่อยากจะนำเอาประสบการณ์อันมหัศจรรย์เหนือธรรมชาติในวัตถุมงคลของท่านมาประกาศเกียรติคุณให้อนุชนรุ่นหลังได้รับรู้กันว่า  ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ก็ยังมีพระเกจิอาจารย์อีก 1  รูป  ที่มีความเก่งกล้าทางอาคมไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพระเกจิอาจารย์ท่านอื่นเลย  เหมือนช้างเผือกที่ซ้อนเร้นอยู่ในป่าลึกรอการออกสู่นอกป่าเพื่อให้โลกได้รับรู้ว่า ยังมีพระเกจิอีกหนึ่งองค์ที่เก่งกล้าเหลือเกิน  แม้กาลเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนแต่ก็ไม่อาจปิดกั้นพุทธานุภาพในวัตถุมงคลของท่านที่เสกไว้ไปได้  ซึ่งปัจจุบันมีผู้คนเริ่มมีประสบการณ์จากวัตถุมงคลของหลวงพ่อมหาอาคมวัดดาวนิมิตกันมากขึ้น  ปากต่อปากก็บอกต่อกันไปจนทำให้หลายๆคนถามหาวัตถุมงคลทุกประเภทของหลวงพ่อมหาอาคมกัน  จนวันนี้ท่านติดทำเนียบยอดพระเกจิเมืองเพชรบูรณ์ไปแล้วครับ  เอาละครับเขียนเกริ่นมาซะยาวเลย  เรามาพบกับ ตอนที่  5  กันเลยดีกว่าครับ

หลวงพ่อสาครวัดหนองกรับ มาขอเรียนวิชา
          มีพระเกจิอาจารย์อยู่รูปหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันโด่งดังมาก  พระรูปนั้นก็คือ หลวงพ่อสาคร แห่งวัดหนองกรับ  ศิษย์เอกของหลวงปู่ทิม แห่งวัดละหารไร่ จ.ระยอง  ซึ่งในปี 2527 นั้นหลวงพ่อสาคร  ท่านก็มาขอเรียนวิชากับหลวงพ่ออาคมโดยวิชาที่มาขอเรียนนั้น  เป็นพวกวิชาการทำตะกรุดต่างๆเพราะหลวงพ่ออาคมเก่งในเรื่องของการทำตะกรุดมาก เรียกได้ว่าท่านทำตะกรุดได้แทบทุกชนิดตั้งแต่ตะกรุดเมตตายันมหาอุดก็ว่าได้ครับ  ครั้งหนึ่งหลวงพ่อสาครวัดหนองกรับ เคยกล่าวถึงหลวงพ่ออาคมวัดดาวนิมิตให้บรรดาลูกศิษย์ของท่านฟังว่า  “ หลวงพ่ออาคมนี่ก็เก่งเหมือนกัน  ท่านเป็นพระที่ขยันและมีความวิริยะอุตสาหะเป็นอย่างยิ่ง  ทุกๆคืนจะเห็นหลวงพ่ออาคมอยู่ในห้องของท่าน จารตะกรุดบ้าง เสกของบ้าง  โดยเฉพาะตะกรุดของท่านนั้นทุกขั้นตอน ตั้งแต่การจาร  การม้วน การถักและลงสี  ท่านทำของท่านเพียงรูปเดียว จะหาพระที่ขยันและเก่งแบบท่านนั้นยากเหลือเกิน “  ซึ่งก็เป็นจริงอย่างที่หลวงพ่อสาครท่านพูด  เพราะในช่วงยุคแรกๆนั้น การทำตะกรุดของหลวงพ่ออาคมนั้น ทุกขั้นตอนท่านจะลงมือทำเองทั้งหมด  จนเมื่อท่านเข้าสู่วัยชราภาพตลอดจนสุขภาพของท่านไม่ค่อยจะดีเหมือนแต่ก่อน  ท่านถึงให้ศิษย์ช่วยลงตะกรุดให้บ้าง  ม้วนตะกรุดให้บ้าง  พันและถักตะกรุดให้บ้าง  ทาสีตัวตะกรุดให้บ้าง แต่ทุกขั้นตอนก็อยู่ในการกำกับดูแลของท่านแบบไม่คาดสายตา  ขนาดพระบางรูปที่มาช่วยท่านลงสีในตัวตะกรุด ครองจีวรไม่เรียบร้อย และไม่สำรวมกาย  ท่านยังเอ็ดเอาเลย  ท่านมักพูดเสมอมาว่า  “ทำกันแบบนี้ครูบาอาจารย์ที่ไหนท่านจะลงมาช่วยละ ไม่เคารพครูบาอาจารย์กันเลย  ไปๆไป ทำเป็นของเล่นกันไปได้”  จะเห็นได้ว่าหลวงพ่ออาคมของเรานั้นท่านพิถีพิถันในการทำตะกรุดทุกขั้นตอนมากแค่ไหนครับ..................
   ปัจจุบันหลวงพ่อสาครวัดหนองกรับ  ท่านก็เก่งในเรื่องของการทำตะกรุดเช่นกัน  โดยการผสมผสานวิชาในหลายๆสายที่ท่านได้ร่ำเรียนมาเอามาประยุกต์ใช้ และตะกรุดของท่านทุกแบบทุกรุ่นก็ขลังไม่แพ้เกจิอาจารย์รุ่นเก่าๆเลยครับ ดังจะเห็นได้จากประสบการณ์ที่ศิษย์ของท่านได้ประสบมา บางประสบการณ์นั้นก็เหนือคำบรรยายจริงๆครับ ถ้าท่านใดพอจะมีเวลาว่างก็ลองๆแวะไปกราบหลวงพ่อสาครที่วัดดูสิครับ และอย่าลืมมองที่ตู้วัตถุมงคลของวัดและมองหาตะกรุดกันบ้างนะครับ  เพราะจะหาพระเกจิที่ทำตะกรุดได้ขลังแบบท่านในยุคนี้นั้นหายากเหลือเกินครับ.........


หลวงพ่อองค์นี้อยู่วัดไหน
          มีงานพุทธาภิเษกพระกริ่งอยู่งานหนึ่ง ที่หลวงพ่อมหาอาคมของเราได้รับนิมนต์เข้าร่วมพุทธาภิเษกด้วย นั้นคืองานพุทธาภิเษกพระกริ่งปฐมเจดีย์ 150 ปี  เมื่อปี 2546 ก่อนหลวงพ่อมรณภาพ 1 ปี ซึ่งในงานนี้มีพระเกจิอาจารย์ที่เก่งจากทั่วทุกสารทิศในประเทศไทยเข้าร่วมพุทธาภิเษกด้วยโดยแบ่งเป็นชุดๆ  หนึ่งในพระเกจิที่โด่งดังแห่งยุค คือพระเดชพระคุณหลวงปู่ทิม  แห่งวัดพระขาว จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก็รับนิมนต์มาด้วย  ภายหลังจากการพุทธาภิเษกเสร็จสิ้น  หลวงปู่ทิมแห่งวัดพระขาว อ.บางบาล จ.อยุธยา  ได้เรียกศิษย์ของท่านเข้ามาหาแล้วชี้ไปที่พระสงฆ์รูปหนึ่งซึ่งกำลังนั่งสงบนิ่งเพื่อพักผ่อนหลังจากพุทธาภิเษกเสร็จ หลวงปู่ทิมบอกศิษย์ท่านว่า  เอ็งไปถามหลวงพ่อองค์นั้นสิ ว่าท่านชื่ออะไร อยู่วัดไหน จังหวัดอะไร ข้าอยากรู้จัง 
          ซึ่งลูกศิษย์ของหลวงปู่ทิมก็ได้เดินเข้าไปกราบหลวงพ่อรูปนั้น  แล้วก็กราบเรียนถามพระสงฆ์รูปนั้นว่า “หลวงพ่อครับหลวงปู่ทิมแห่งวัดพระขาวท่านให้ผมมาถามหลวงพ่อครับ  ว่าหลวงพ่อชื่ออะไร อยู่ที่วัดไหนจังหวัดอะไร”  คำตอบที่ได้รับ  อาตมาชื่ออาคม อยู่วัดดาวนิมิต  จังหวัดเพชรบูรณ์  “แล้วองค์ไหนหรือหลวงปู่ทิมแห่งวัดพระขาว ? “ หลวงพ่ออาคมถาม  ไหนเอ็งพาข้าไปกราบท่านหน่อยสิ   สิ้นคำตอบของหลวงพ่ออาคม ลูกศิษย์ของหลวงปู่ทิมแห่งวัดพระขาวก็ได้พาหลวงพ่ออาคมเข้าไปกราบหลวงปู่ทิม พอหลวงพ่ออาคมพบหลวงปู่ทิม ก็ก้มลงกราบที่ตักแล้วพูดว่า
หลวงพ่ออาคม :  กระผมได้ยินชื่อเสียงของหลวงพ่อมานานแล้วครับ ผมขอกราบนมัสการครับ  หลวงปู่ทิมเอามือเข้ามารับไว้และเอ่ยวาจาขึ้นว่า 
หลวงปู่ทิม :  ท่านอยู่วัดไหนหรือ แล้วชื่อท่านเล่า 
หลวงพ่ออาคม :  ผมชื่อ  พระอาคมครับ  อยู่วัดดาวนิมิต จังหวัดเพชรบูรณ์ครับ
หลวงปู่ทิม :  ท่านนั้นเก่งเหลือเกินนะ พลังจิตท่านเข้มขลังเหลือเกิน ฉันเพิ่งเคยเห็นพระแบบท่านนะ ทำไมฉันถึงไม่เคยรู้จักท่านเลยนะ

         แล้วท่านทั้ง  2 รูปก็สนทนากันอยู่สักพัก  หลวงพ่ออาคมก็กราบนมัสการลาหลวงปู่ทิม  ก่อนกลับหลวงปู่ทิมยังเอ่ยวาจากับหลวงพ่ออาคมว่า  เราคงได้พบกันอีกนะ  ตั้งแต่นั้นมาคนในแถบอยุธยาจึงเริ่มรู้จักหลวงพ่ออาคม เพราะหลวงปู่ทิมแห่งวัดพระขาว  ได้บอกให้ลูกศิษย์ท่านฟังว่า  หลวงพ่ออาคมรูปนี้ พลังจิตลึกล้ำเหลือเกิน  ไม่น่าเชื่อว่าในปัจจุบันยังมีพระที่มีพลังจิตใกล้เคียงกับพระยุคเก่าๆหลงเหลืออยู่อีก พวกเอ็งจำไว้ถ้ามีโอกาสก็ไปกราบท่านบ้างละ  พระแบบนี้นานๆจะพบสักองค์...................................................... 


* picpra.jpg (104.35 KB, 700x308 - ดู 3273 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 10, 2011, 01:31:00 pm โดย Bui DK (Webmaster1) » บันทึกการเข้า

"ของจริงนิ่งเป็นใบ้ ของพูดได้ไม่ใช่ของจริง" ถึงตัวอยู่ไกล แต่ใจศรัทธาไม่เสื่อมคลาย
Bui DK (Webmaster1)
Administrator
Hero Member
*******
กระทู้: 3546


@-ศิษย์หลวงพ่อทบ-@


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #19 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 10, 2011, 01:34:48 pm »

เสกพระแบบกำลังสอง
          หลายๆคนคงอยากรู้ว่าหลวงพ่ออาคมของเรานั้นเวลาท่านปลุกเสกพระหรือพวกตะกรุด  ท่านใช้คาถาอะไรในการปลุกเสก  ซึ่งผมได้มีโอกาสสอบถามศิษย์รุ่นเก่าๆของหลวงพ่อที่ได้เคยสนทนากับหลวงพ่ออาคมเกี่ยวกับการปลุกเสกพระหรือตะกรุดของท่าน ว่าท่านเสกแบบไหนทำไมถึงขลังเหลือเกิน  ซึ่งคำตอบจากปากท่านที่ได้รับคือ ของกูทุกชนิด  ไม่ว่าจะเป็นพระหรือพวกเครื่องราง  เช่น  ตะกรุดทุกชนิด  ปลักขิก  กูจะลงบทมหาอุดหยุดปืนและบทปืนแตก(ปราบปืน)เป็นพื้นฐานก่อน โดยใช้อาโปธาตุเพราะธาตุน้ำสามารถดับปืนไฟและดินปืนได้ดี  และตามด้วยบทเฉพาะของแต่ละประเภทของวัตถุมงคล  และที่สำคัญกูเสกแบบกำลังสอง  คือเสกแบบเดินหน้าและถอยหลังเพื่อเป็นการเพิ่มพลังกลับร้ายให้กลายเป็นดี  ยิ่งได้เสกพระฤกษ์เสาร์ห้าด้วยแล้ว  ยิ่งขลังสุดๆ
   หลวงพ่ออาคมเป็นพระแบบโบราณ  ท่านมักจะทำพระ ทำตะกรุด โดยการเสกแบบบินเดี่ยว  ชาติเสือไม่ขอเนื้อใครกินเสมอมา  แต่พอตอนหลังมีพวกเซียนพระหรือพวกศูนย์พระเครื่อง  มาสร้างพระให้วัดเพื่อช่วยวัดหารายได้  พวกนี้เลยจัดให้มีการพุทธาภิเษกขึ้นโดยนิมนต์พระดังๆเข้าร่วมเสกด้วยเพื่อที่คนจะได้เช่าพระมากๆ  เพราะคนส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักหลวงพ่ออาคม พูดง่ายๆก็คือ ชื่อเสียงของหลวงพ่ออาคมยังไม่ติดตลาด  เลยต้องอาศัยชื่อเสียงพระดังๆในยุคนั้นเข้าร่วมด้วย  ซึ่งจริงๆแล้วหลวงพ่ออาคมท่านเคยบอกเสมอมาว่า  ลำพังข้าคนเดียวก็พอแล้วไม่ต้องเอาใครมาเพิ่มหรอกเสียเวลาเปล่าๆ หลวงพ่ออาคมพูดแบบนี้เหมือนมีนัยยะที่ว่า  ท่านก็เก่งไม่แพ้พระเกจิอาจารย์ท่านอื่นหรอก  เพียงแค่คนที่ไม่รู้จักท่านก็เพราะไม่เคยเป็นศิษย์อาจารย์กันมา  แต่ถ้าใครก็ตามที่เคยเป็นศิษย์ข้ามาตั้งแต่อดีตชาติ  ถึงเวลาแล้วเขาจะมาเอาของของเขาเอง  เพราะของทุกชิ้นที่ข้าทำนั้นมีเจ้าของที่แท้จริงทุกชิ้น  เวลาข้าเสกพระหรือตะกรุดแต่ละที  ข้าเชิญมาหมดทั้งครูบาอาจารย์ของข้าทุกพระองค์  เทวดาทุกชั้นฟ้า ของๆข้าทุกชิ้นจึงหาค่าไม่ได้เมื่อเทียบกับเงินทอง  ต่อไปวันข้างหน้าคนจะถามหากันทั้งเมือง  แล้วเอ็งคอยดู...................


พระกริ่งมหาอาคม.....สุดยอดแห่งความขลัง.......
           มีวัตถุมงคลอยู่แบบหนึ่งที่หลวงพ่ออาคมมักบอกแก่ศิษย์ใกล้ชิดที่นับถือท่านอยู่เสมอว่า  เป็นของที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด  ขลังที่สุด  และน่าใช้ที่สุด  และจะฝากไว้คู่แผ่นดินสยามสืบไป...วัตถุมงคลประเภทนั้นของท่านก็คือ.....พระกริ่ง....มหาอาคม....เป็นรุ่นแรกและรุ่นเดียวในชีวิตของท่านที่สร้างพระกริ่งขึ้น  ซึ่งท่านบอกว่าจะเสกให้ดีที่สุดในชีวิตเพราะพระกริ่งนั้นสร้างยากและเป็นของสูง  ถ้าไม่มีบารมีพอแล้วคงยากที่จะสร้าง  สำหรับชนวนและมวลสารที่ใช้ในการสร้างพระกริ่งนั้นท่านได้จารแผ่นยันต์ต่างๆที่เป็นยันต์บังคับในการสร้างพระกริ่งและได้ขอความเมตตาจากพระเกจิอาจารย์ดังๆในการช่วยจารแผ่นยันต์เพื่อใช้เป็นชนวนในการหล่อพระกริ่ง  และที่สำคัญหลวงพ่ออาคมยังจารยันต์คู่ชีวิตอันลือลั่นของท่านใช้เป็นชนวนมวลสารด้วยครับ     การสร้างพระกริ่งมหาอาคมรุ่นแรกและรุ่นเดียวของท่านนี้  ท่านเปิดให้คนที่ศรัทธาและประชาชนทั่วไปได้ทำการสั่งจองกันได้ที่วัดดาวนิมิตและที่สำนักงานนิตยสาร “พุทธคุณ” โดยปิดสั่งจองในวันที่  25  มีนาคม  2539  และรับพระกริ่งได้ในวันที่  30  เมษายน  2539  โดยมียอดการสร้างพระกริ่งทั้งหมดดังนี้ 1) พระกริ่งเนื้อทองคำ สร้างตามจำนวนสั่งจอง ราคาจอง องค์ละ  15,000  บาท 2)พระกริ่งเนื้อเงิน สร้างตามจำนวนสั่งจอง ราคาจององค์ละ  599  บาท  ซึ่งทั้งพระกริ่งเนื้อทองคำและเนื้อเงินนั้น  จะมีหมายเลขกำกับพร้อมจัดทำประวัติรายนามของผู้สั่งจองเก็บไว้ที่วัดทุกหมายเลขเนื่องจากเป็นการจัดสร้างรุ่นแรกและรุ่นเดียวของพระกริ่งมหาอาคม  และที่สำคัญใต้ฐานของพระกริ่งเนื้อทองคำและเนื้อเงิน  ได้บรรจุผงวิเศษที่หลวงพ่อลบเองตลอดจนเกศาของท่านด้วยครับ  3)เนื้อนวโลหะ สร้าง  2,572  องค์ ราคาจองในสมัยนั้น 399  บาท ครับ   4)เนื้อตะกั่วเก่า ซึ่งเป็นตะกั่วฤาษีและตะกั่วกรุนาดูรเทเองโดยหลวงพ่อมหาอาคม  ซึ่งสร้างจำนวนน้อยมากๆ หลวงพ่อมักจะแจกศิษย์ใกล้ชิด  สำหรับวัตถุประสงค์ในการจัดสร้างพระกริ่ง เพื่อสมทบทุนสร้างศาลาการเปรียญหลังใหม่และตกแต่งพระอุโบสถให้สำเร็จลุล่วง  โดยหลวงพ่อมหาอาคมปลุกเสกเดี่ยวแบบชาติเสือไม่ขอเนื้อใครกิน  ในวันมหาสงกรานต์  13  เมษายน  2539 และเสกบินเดี่ยวเรื่อยไปจนกว่าจะถึงวันรับพระ โดยท่านมักเน้นย้ำบอกกับศิษย์ที่ศรัทธาท่านเสมอมาว่า มึงมีพระกริ่งของกูองค์เดียวก็พอแล้ว กูลงทุกอย่างไว้ครบหมด ทั้งบทคู่ชีวิต มหาอุดหยุดปืน บทปืนแตก  กันอาถรรพย์ ส่งเสริมดวงชะตา เมตตาค้าขาย  แคล้วคลาดกำบัง และที่สำคัญท่านใส่แผ่นยันต์คู่ชีวิตไปมากที่สุดจำนวนเป็นร้อยๆแผ่น เพราะท่านบอกว่าพระกริ่งกูสร้างเพียงครั้งเดียว  กูต้องทำให้ดีที่สุดในชีวิต พวกมึงคอยตามเก็บกันให้ดีๆก็แล้วกันอีกหน่อยพวกมึงไม่ต้องไปหากัน  สำหรับประสบการณ์ของพระกริ่งรุ่นนี้นั้น  มีประสบการณ์มากเหลือเกิน  โดยเฉพาะเรื่องแคล้วคลาดจากอุบัติเหตุบนท้องถนนและคุ้มครองสูงส่งจริงๆ  เคยมีคนเคยคล้องพระกริ่งเนื้อนวโลหะของท่านแล้วโดนจ่อยิงในระยะประชิด  3  นัดซ้อน แชะ แชะ แชะ ไม่มีออกสักนัด  ตลอดจนพระกริ่งสามารถอารธนาทำน้ำพุทธมนต์ขับไล่ภูตผีปีศาจและสิ่งอัปมงคลทั้งปวงได้ชงัดนัก  โดยส่วนตัวของผมเองยังคล้องพระกริ่งรุ่นแรกเนื้อเงินของหลวงพ่อมหาอาคมอยู่ตลอดเวลาเลยครับ เพราะคล้องแล้วรู้สึกดีเหลือเกิน อุปสรรคต่างๆก็แก้ไขผ่านไปได้ด้วยดีมาตลอด  ด้วยพุทธานุภาพในองค์พระกริ่งที่หลวงพ่อได้บรรจุไว้  เชื่อผมเถอะครับแต่ก่อนไม่มีคนรู้จักคุณค่าของพระกริ่งหลวงพ่ออาคม เพราะไม่รู้ว่าพระกริ่งของท่านนั้นมีดีอย่างไร เด็ดขาดและแน่นอนแค่ไหน เรียกว่าดีทั้งนอกและใน คือเนื้อหาและมวลสารในองค์พระกริ่งก็สร้างมาจากแผ่นโลหะและพระยันต์ศักดิ์มากมายแถมยังได้สุดยอดพระอภิญญาที่มีบารมีในการเสกพระแบบมหาอุดหยุดปืนด้วย  แถมพระกริ่งก็ปลุกเสกแบบกลเม็ดกำลังสองสุดยอดพิสดารหาใครเหมือนได้ไม่มี จึงทำให้พระกริ่งรุ่นแรกและรุ่นเดียวของท่าน เรื่องกลับร้ายกลายเป็นดีนั้น เด็ดขาดและแน่นอนสุดๆจริงๆ  แล้วท่านละวันนี้ไม่หาพระกริ่งมหาอาคมรุ่นแรกไว้บูชาสักองค์หรือครับ

จบตอนที่  5  คอยพบกับตอนที่  6  ได้เร็วๆนี้  โดยกริชภารตะ เจ้าเดิม.................สวัสดี


* kringsilver.jpg (111.31 KB, 670x454 - ดู 4721 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

"ของจริงนิ่งเป็นใบ้ ของพูดได้ไม่ใช่ของจริง" ถึงตัวอยู่ไกล แต่ใจศรัทธาไม่เสื่อมคลาย
Bui DK (Webmaster1)
Administrator
Hero Member
*******
กระทู้: 3546


@-ศิษย์หลวงพ่อทบ-@


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #20 เมื่อ: เมษายน 25, 2011, 09:57:12 am »

ภาคปฏิปทาและปาฏิหาริย์หลวงพ่อมหาอาคม  วัดดาวนิมิต
ตำบลซับสมอทอด  อำเภอบึงสามพัน  จังหวัดเพชรบูรณ์
เกจิอาคมขลัง  แห่งเมืองมะขามหวาน  ตอนที่ 6
โดย  กริชภารตะ

          วันเวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก เราเขียนภาคปฏิปทาและปาฏิหาริย์ของหลวงพ่อมหาอาคมถึงตอนที่ 6 แล้วหรือ วันนี้เริ่มมีศิษย์หลวงพ่อมหาอาคมเพิ่มมากขึ้นครับ  แต่ก่อนคนเพชรบูรณ์หรือเซียนพระแถวเพชรบูรณ์เวลาเจอพระหรือวัตถุมงคลของหลวงพ่อมหาอาคม  มักมีคำถามตามมาเสมอว่าเขาเล่นหากันหรือของหลวงพ่ออาคม?  หลวงพ่ออาคมมีคนตามเก็บพระท่านอยู่หรือ? ซึ่งคำถามเหล่านี้แต่ก่อนมักได้ยินเสมอมา  แต่ปัจจุบันคำถามเหล่านี้เริ่มจางหายไป  ตรงกันข้ามมีแต่คนถามหากันทั้งเมือง  บางคนได้อ่านประวัติตลอดจนปฏิปทาของหลวงพ่ออาคมแล้วเกิดศรัทธาแรงกล้าลงทุนขนาดขับรถจากยะลามากราบสรีระท่านที่วัดดาวนิมิตก็มี หรืออยากจะมาเช่าหาพระเครื่องของท่านที่วัดดาวนิมิตก็มี   มีพี่ท่านหนึ่งได้นำเอาตะกรุดของหลวงพ่ออาคมไปลองยิงกันให้เห็นความขลังในพุทธคุณกันไปเลยครับ พี่ท่านนี้ลองยิงตะกรุดหลวงพ่อดังๆมาก็มากครับ ขนาดตะกรุดราคาดอกละเป็นหมื่นพี่แกก็ยิงมาแล้ว นัดเดียวกระจุยครับ ก็มีแต่ของหลวงพ่ออาคมนี่ละครับที่แน่นอนที่สุดตั้งแต่พี่แกเคยยิงมา  ขนาดบางดอกเป็นเกจิยุคเก่าดังระดับประเทศ โป้ง นัดเดียวขาดครึ่งเลยครับ  อันนี้ก็โปรดใช้ดุลยพินิจในความเชื่อของแต่ละบุคคลนะครับ ไม่ได้ปั่นกระแสใดๆเพราะผมเขียนจากเรื่องจริงไม่ได้อิงนิยายใดๆ  มีหลักฐานที่สามารถนำมาพิสูจน์และยืนยันได้แน่นอนครับ  เขียนเกริ่นมาซะยาวเลยครับ เรามาเริ่มเข้าสู่  ตอนที่  6  กันเลยดีกว่าครับ.......

พระยันต์คู่ชีวิต(พระพุทธเจ้าห้ามอาวุธ)
          มีหลายๆท่านเหลือเกินที่สอบถามมายังผมว่า  ในตะกรุดคู่ชีวิตของหลวงพ่ออาคมนั้นท่านจารยันต์อะไรลงไปในตะกรุดและท่านเรียนวิชาการทำตะกรุดคู่ชีวิตมาจากพระอาจารย์ท่านไหนหรือ  ผมเชื่อว่าหลายๆท่านคงจะคิดว่าหลวงพ่ออาคมนั้น  ท่านเรียนวิธีการสร้างตะกรุดคู่ชีวิตมาจากหลวงพ่อทบแห่งวัดชนแดนเป็นแน่แท้เลยเพราะเห็นเขาพูดกันว่าหลวงพ่ออาคมเป็นศิษย์ของหลวงพ่อทบ  ซึ่งถ้าท่านคิดเช่นนั้นถือว่าท่านคิดผิดนะครับ  เพราะจากประวัติของท่านที่ได้เล่าให้ลูกศิษย์ฟังท่านบอกว่าได้เรียนวิชาการทำตะกรุดคู่ชีวิตมาจากหลวงพ่อใช้แห่งจังหวัดอุตรดิตถ์  ซึ่งหลวงพ่อใช้รูปนี้เป็นศิษย์สายหลวงพ่อแช่มแห่งวัดฉลองจังหวัดภูเก็ตครับ  ส่วนยันต์ในตะกรุดคู่ชีวิต  ยันต์ที่จารเขาเรียกว่า  ยันต์อสิสัตติ  หรือ ยันต์พระพุทธเจ้าห้ามอาวุธครับ  ยันต์นี้คนสมัยก่อนมักจะเรียกว่ายันต์คู่ชีวิต  คือมีอยู่แล้วชีวิตอยู่คง สำหรับยันต์นี้มีอยู่แล้วตั้งแต่สมัยอยุธยาเป็นราชธานี  เป็นยันต์ชนิดหนึ่งที่บรรจุอยู่ในตำราพิชัยสงคราม ซึ่งได้ระบุไว้ว่าเป็นยันต์ชั้นสูงหาค่าประมาณมิได้  เกจิอาจารย์ยุคเก่าทั้งภาคกลางและภาคเหนือใช้กันมาก  หลวงพ่อดังๆ  เช่น  หลวงพ่อโพธิ์ วัดวังหมาเน่า , หลวงพ่อเรือง  วัดบ้านดง  ,  หลวงพ่อเงิน  วัดบางคลาน  ,  หลวงพ่อน้อย  วัดป่ายางนอก , หลวงพ่อพิธ  วัดฆะมัง และหลวงพ่อเตียง วัดเขาลูกช้าง  เป็นต้น  ซึ่งพระเกจิอาจารย์ที่กล่าวมานี้แต่ละท่านใช้ยันต์นี้ลงตะกรุดกรณีที่เป็นตะกรุดดอกสำคัญ  จากตำราสมุดข่อยของ  หลวงพ่อเรือง  วัดบ้านดง  อำเภอชาติตระการ  จังหวัดพิษณุโลก  ได้เขียนไว้ว่า  ยันต์นี้ลงตะกรุดไม่ต้องเสกยิงเอาเถิด  จะเห็นได้ว่ายันต์นี้มีอานุภาพทางคงกระพันเพียงใด ขลังเพียงใด
          สำหรับพระคาถาที่ลงในตารางทั้ง  4  มุม  เขียนไว้ว่า  อะสิสัตติธะนูเจวะ  สัพเพเตอาวุธานิจะ  ภัคคะภัคคาวิจุณณานิ  โลมังมาเมนะผุสสันติ  ส่วนบางท่านเรียกยันต์นี้ว่ายันต์พระพุทธเจ้าห้ามอาวุธ  เพราะเป็นคาถาตอนที่พระพุทธเจ้าถูกนายขมังธนูที่พระเจ้าอชาติศัตรูส่งมาลอบยิง  แต่ด้วยพุทธบารมีปรากฏว่านายขมังธนูไม่สามารถง้างธนูยิงได้  จนนายขมังธนูได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าและยอมรับพระไตรสรณคมในที่สุด  สำหรับการลงอักขระในพระคาถาหมวดนี้  มีการลงอักขระแบบลงสลับไปมาในช่องต่างๆไม่ได้เรียงกันอย่างการอ่านแบบธรรมดา  เรียกว่าเป็นกลบทนั้นเอง  คาถานี้ใช้เป็นคาถาหลักในการปลุกเสกตะกรุดรวมทั้งการอาราธนาใช้
          ถ้าใครเคยเห็นอักขระด้านหลังเหรียญคู่ชีวิตของหลวงพ่ออาคม ท่านจะเห็นอักขระยันต์คู่ชีวิตแบบเต็มๆเลยครับ  ซึ่งถ้าท่านใดหาตะกรุดคู่ชีวิตแท้ๆของหลวงพ่ออาคมไม่ได้ก็ลองหาเหรียญคู่ชีวิตของหลวงพ่ออาคมมาใช้ทดแทนกันได้นะครับ เพราะท่านเคยกล่าวไว้ว่า  เหรียญคู่ชีวิตหนึ่งเหรียญมีพุทธคุณเทียบเท่าตะกรุดคู่ชีวิต  1  ดอกครับ  ก็ขอจบเกี่ยวกับยันต์คู่ชีวิตเพียงเท่านี้ครับ..............


* lhengkoochivit.jpg (127.17 KB, 700x527 - ดู 6433 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

"ของจริงนิ่งเป็นใบ้ ของพูดได้ไม่ใช่ของจริง" ถึงตัวอยู่ไกล แต่ใจศรัทธาไม่เสื่อมคลาย
Bui DK (Webmaster1)
Administrator
Hero Member
*******
กระทู้: 3546


@-ศิษย์หลวงพ่อทบ-@


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #21 เมื่อ: เมษายน 25, 2011, 10:02:14 am »

ตะกรุดคู่ชีวิตน้อย ปี 2531อันลือลั่นสะท้านภพ

         มีตะกรุดชุดเล็กอยู่หนึ่งประเภทที่สร้างชื่อให้กับหลวงพ่อมหาอาคมวัดดาวนิมิตจนโด่งดังและเริ่มเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปในสมัยนั้น  นั้นคือ  ตะกรุดคู่ชีวิตน้อย ปี  2531  ซึ่งจริงๆแล้วท่านสร้างก่อนปี  2531 ด้วยซ้ำไป  แต่ท่านนำออกมาแจกเป็นทางการพร้อมตะกรุดคู่ชีวิตขนาดใหญ่เมื่อปี  2531 ครับ ในงานทอดผ้าป่าครับ และทยอยแจกเรื่อยมาจนถึงงานทอดผ้าป่าปี 2534 อีกด้วยครับ เรียกได้ว่าแจกเรื่อยๆจนกว่าจะหมดครับ เพราะแต่ก่อนคนยังไม่รู้จักหลวงพ่ออาคมครับ  และผมเคยนำตะกรุดชุดนี้มาเผยแพร่อยู่จำนวนหนึ่งครับ  ปัจจุบันค่อนข้างจะหายากและราคาเช่าหาค่อนข้างจะแพงครับ เป็นตะกรุด 1  ใน 3  ของตะกรุดหลวงพ่ออาคมที่ศิษย์สายตรงควรจะมี และ ถ้าใครมีตะกรุดคู่ชีวิตน้อยไว้ในครอบครอง กรุณาเก็บเอาไว้ให้ดีๆนะครับเชื่อผม เพราะวันนี้หายากเหลือเกิน ยันต์ที่จารในตะกรุดก็คือหัวใจยันต์คู่ชีวิตครับ ผมเคยคลายตะกรุดคู่ชีวิตน้อยมา  1 ดอก อักขระที่จาร แทบจะอ่านไม่ออกและมองแทบไม่เห็น ต้องใช้กล้องส่องพระค่อยๆมองที่ละจุดถึงจะมองเห็นครับ ผมได้ไปสอบถามศิษย์หลวงพ่อยุคเก่าๆของหลวงพ่ออาคมหลายๆท่านบอกว่า หลวงพ่ออาคมท่านจารยันต์คู่ชีวิตด้วยปราณ คือกลั้นใจจารหัวใจอักขระคู่ชีวิตภายในอึดใจลมเดียว ฉะนั้นท่านต้องจารให้พอดีกับหนึ่งอึดลม ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ยากมากๆครับ เพราะเวลาจารต้องภาวนาไปด้วยจารไปด้วย ซึ่งถ้าใครไม่เคยผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดีรับรองว่าไม่สามารถที่จะทำได้แน่นอนครับ เราลองมาอ่านบทความที่ผมเคยเขียนเกี่ยวกับตะกรุดคู่ชีวิตน้อยดูครับ แต่ผมได้มีการปรับปรุงสำนวนและข้อมูลบางอย่างให้ถูกต้องขึ้นครับ........................
   เมื่อปี พ.ศ.  2534  ได้มีคณะญาติโยมจากกรุงเทพมหานครได้นำผ้าป่ามาทอดที่วัดดาวนิมิต และในงานทอดผ้าป่าในครั้งนี้ก็มี ทั้งคนจากกรุงเทพและคนแถบใกล้วัดได้มาร่วมงานกัน  ซึ่งในงานทอดผ้าป่าครั้งนี้หลวงพ่ออาคมได้นำตะกรุดชนิดต่างๆมาแจกญาติโยมด้วยครับ  ใครทำบุญ  10,000 บาท จะได้ตะกรุดคู่ชีวิตแบบพิเศษ (หลวงพ่อเคยบอกว่าตะกรุดดอกพิเศษนี้ มีแผ่นทองคำด้วยอยู่หนึ่งแผ่น) ส่วนใครทำบุญ ระหว่าง 1,000-5,000 บาท จะได้ตะกรุดคู่ชีวิตขนาดกลางและแบบดอกสีทอง หรือไม่ก็ตะกรุดหนังเสือแบบ 2.5-3.0 นิ้ว ส่วนตะกรุดหนังเสือแบบจัมโบ้ แจกเฉพาะประธานสายหรือไม่ก็พวกที่มีอุปการคุณช่วยเหลือภายในงานจนหลวงพ่ออาคมพอใจก็จะได้รับไป สำหรับตะกรุดคู่ชีวิตน้อยนั้นท่านจะแจกให้พวกที่เป็นกรรมการทอดผ้าป่าครับ ซึ่งผมจำได้ดี แต่ก่อนผมเคยได้ไว้ในความครอบครองอยู่หลายดอกครับ ระหว่างที่หลวงพ่ออาคมกำลังแจกตะกรุดคู่ชีวิตน้อยให้แก่บรรดาญาติโยมที่เป็นกรรมการอยู่ ก็มีบุคคลท่านหนึ่งได้เอ่ย วจีถามหลวงพ่ออาคมด้วยความสงสัยว่า หลวงพ่อครับ ตะกรุดดอกเล็กๆแบบนี้ดีอย่างไรครับ ซึ่งหลวงพ่ออาคมของเราก็ตอบแบบมั่นใจว่าตะกรุดกูยิงไม่ออก เท่านั้นแหล่ะครับ บุคคลดังกล่าวก็ได้ลุกเดินออกไปจากศาลาพร้อมกับเพื่อนที่ติดตามไปด้วย ในมือถือตะกรุดคู่ชีวิตน้อยที่เพิ่งได้รับมาจากมือหลวงพ่ออาคมไปด้วย ซึ่งมาทราบภายหลังว่าคณะของบุคคลดังกล่าวฯเป็นตำรวจแถบอำเภอบึงสามพันนั้นเอง  เมื่อพ้นสายตาใครต่อใครและหาที่อันพอเหมาะแล้ว บุคคลดังกล่าวพร้อมคณะผู้ติดตามได้โยนตะกรุดดอกน้อยลงสู่พื้นดินโดยไม่มีการกล่าวอาราธนาหรือขอขมาแต่ประการใด พร้อมกับฝักเขี้ยวเล็บประจำกาย .38 รีวอลโว่ จ่อไปที่ตะกรุดคู่ชีวิตน้อยทันที  แชะ! แชะ!  แชะ! แชะ! แชะ! แชะ! ไม่ออกสักนัด แต่เมื่อหันปากกระบอกปืนไปทางทิศทางอื่นที่พ้นตัวตะกรุด เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง! เสียงดังกัมปนาทไปทั่วบริเวณวัด ผู้คนภายในศาลาต่างหันมามองในทิศทางที่เกิดเสียงขึ้น สักพักกลุ่มชายคนดังกล่าวได้เดินเข้าไปที่ศาลาพร้อมก้มลงกราบที่แทบเท้าหลวงพ่ออาคม  แล้วบอกหลวงพ่ออาคมว่า  “ผมเชื่ออย่างที่หลวงพ่อบอกแล้วครับว่าตะกรุดหลวงพ่อยิงไม่ออก”  พอท่านรู้ว่าอะไรเป็นอะไร  ท่านก็ไม่ได้พูดอะไร ได้แต่มองหน้ากลุ่มชายดังกล่าวด้วยความสังเวชใจ
   ตั้งแต่วันนั้นมา  หลวงพ่ออาคมไม่เคยแจกตะกรุดชุดนี้กับคนในแถบพื้นที่บึงสามพันอีกเลย  ถ้าใครมีคงอาจจะได้รับก่อนเกิดเหตุการณ์นี้เพราะท่านเริ่มแจกตะกรุดชุดนี้ ก่อนปี 2531 และแจกเรื่อยๆมา จนมาหมดเมื่อปี 2534 (เฉพาะตะกรุดคู่ชีวิตน้อยนะครับที่หมด) แน่นอนว่าใครๆก็ต่างอยากจะได้ไว้ครอบครองก็หลายๆคนเห็นมากับตาตนเองว่ายิงไม่ออกจริงๆ  หลังจากงานทอดผ้าป่าเสร็จสิ้นลง  หลวงพ่ออาคมท่านได้พูดกับลูกศิษย์ใกล้ชิดว่า  “พวกมันดูถูกกู  ดูถูกครูบาอาจารย์กู”  ตะกรุดคู่ชีวิตน้อยจึงมักตกอยู่ในความครอบครองของศิษย์แถบกรุงเทพฯและศิษย์ชาวต่างประเทศ  นี่ยังไม่รวมกับประสบการณ์ที่เขาลองยิงด้วย ปืนขนาด 11  มม. อีกนะครับ  ขนาดที่ว่ายิงไปสับไกไป เพราะลูกปืนขัดลำกล้องหมด  สำหรับตะกรุดคู่ชีวิตน้อยนี้  เคยมีคนสู้ราคาดอกละ 5,000 บาท มาแล้วนะครับ  เพราะจากประสบการณ์และความหายากและที่สำคัญเรื่องปืนนั้นเด็ดขาดและแน่นอนจริงๆ เรียกได้ว่า  ถึงยิงก็ไม่ออก  ถึงออกก็ไม่โดน  ถึงโดนก็ไม่เข้า สาเหตุที่ตะกรุดคู่ชีวิตน้อยมีประสบการณ์เล่าขานกันมาก  คงเป็นเพราะตะกรุดมีขนาดกำลังดี แค่ประมาณ  2.5  นิ้ว พกพาไปไหนได้สะดวก   ไม่เหมือนขนาด  4.5  นิ้ว  ที่ไม่เหมาะจะคาดเอวหรือพกพาเพราะขนาดที่ยาวและใหญ่จนเกินไป  เลยทำให้คนนิยมพกพาแบบขนาด  2.5  นิ้ว  เลยทำให้คนที่พกพาได้พบกับประสบการณ์อันแปลกๆหลายๆอย่าง  จนเล่าขานกลายเป็นตำนานตะกรุดคู่ชีวิตของหลวงพ่อมหาอาคม  ตราบมาเท่าทุกวันนี้ 


คาถาอาราธนาตะกรุดหลวงพ่ออาคมทุกชนิด

          มีคาถาอยู่บทหนึ่งที่ผมเคยได้รับการถ่ายทอดมาจากศิษย์ใกล้ชิดของหลวงพ่ออาคม ซึ่งจริงๆแล้วผมได้รับปากกับผู้ประสิทธิคาถาบทนี้ให้ผมว่าจะไม่ยอมถ่ายทอดให้คนอื่นเด็ดขาด  แต่มาวันนี้ผู้ที่ถ่ายทอดคาถาบทนี้ให้ผมได้เสียชีวิตลงแล้ว  ผมคิดว่าถ้าผมตายไปคาถาบทนี้คงจะสาบสูญและหายไปกับผมจนกลายเป็นตำนานไปครับ  วันนี้ผมจึงขอถ่ายทอดคาถาบทนี้ให้แด่บรรดาศิษย์หลวงพ่ออาคมแห่งวัดดาวนิมิตทุกท่านได้ท่องจดจำให้ขึ้นใจ ใช้เป็นคาถาอาราธนาตะกรุดและพระเครื่องของหลวงพ่ออาคมได้ทุกชนิดครับ  คาถาบทนี้มีค่าประมาณค่าไม่ได้ใครได้ไปให้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เจ้าของคาถาและหลวงพ่อมหาอาคมแห่งวัดดาวนิมิตครับ  คาถาบทนี้เป็นแบบเต็มสูตรครับ เรียกว่านำ คาถา  3 บท มารวมเป็นบทเดียวกันครับ ห้ามถามว่ามีคาถาบทอะไรบ้าง เพราะเป็นเคล็ดของการถ่ายทอดครับ ให้ไปถามผู้รู้เอาเอง ผมเป็นคนถ่ายทอดเขาห้ามบอกครับ แต่คนที่พอจะมีความรู้เรื่องคาถาบ้าง อ่านทีเดียวก็รู้แล้วครับว่ามีบทไหนบ้าง.....ดังต่อไปนี้

ตั้ง  นะโม  3  จบ  แล้วว่าคาถาดังนี้
               
          นะโมพุทธายะฯ  จะภะกะสะ  สะกะภะจะฯ  อิติปิโส  ภะคะวาติฯ
   
          ไตรสระณาคมฯ  อะสังอิสุโลปุสะพุภะฯ  อิสวาสุ  สุสวาอิฯ  เมตัญจะ
   
          สัพพะโลกัสสมิงฯ  อะสิสัตติธะนูเจวะ  สัพเพเตอาวุธานิจะ
               
          ภัคคะภัคคาวิจุณณานิ  โลมังมาเมนะผุสสันติฯ

ก็ขอให้ทุกท่านได้จดจำไว้ท่องกันนะครับ  ผมกริชภารตะ  ได้ทำหน้าที่เผยแพร่คาถาในการอาราธนาวัตถุมงคลของหลวงพ่ออาคม  แห่งวัดดาวนิมิต  ให้แล้วนะครับ เสก  3  จบนะครับ  แล้วกลั้นใจเป่าไปที่วัตถุมงคลของหลวงพ่ออาคม เสร็จแล้วนำคล้องคอหรือคาดเอวครับ สาธุ
....................................................................................
     จบตอนที่  6  ครับ คอยพบกับตอนที่  7  ได้  เร็วๆนี้ครับโดย  กริชภารตะ  เจ้าเดิม  สวัสดีครับ


* koochivitnoi.jpg (125.6 KB, 700x527 - ดู 3422 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 25, 2011, 10:04:28 am โดย Bui DK (Webmaster1) » บันทึกการเข้า

"ของจริงนิ่งเป็นใบ้ ของพูดได้ไม่ใช่ของจริง" ถึงตัวอยู่ไกล แต่ใจศรัทธาไม่เสื่อมคลาย
Bui DK (Webmaster1)
Administrator
Hero Member
*******
กระทู้: 3546


@-ศิษย์หลวงพ่อทบ-@


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #22 เมื่อ: มิถุนายน 13, 2011, 10:25:17 am »

ภาคปฏิปทาและปาฏิหาริย์หลวงพ่อมหาอาคม  วัดดาวนิมิต
ตำบลซับสมอทอด  อำเภอบึงสามพัน  จังหวัดเพชรบูรณ์
เกจิอาคมขลัง  แห่งเมืองมะขามหวาน  ตอนที่ 7
โดย  กริชภารตะ

          สวัสดีครับพี่ๆน้องๆทุกท่าน  และบรรดาศิษย์หลวงพ่อมหาอาคมทุกๆคน  และแล้ว  ตอนที่  7  ก็มาแล้วครับคิดว่าหลายๆท่านคงจะคอยติดตามกันอยู่นะครับ  ซึ่งการเขียนภาคปฏิปทาและปาฏิหาริย์ของหลวงพ่อมหาอาคมในแต่ละตอนนั้น  ต้องใช้เวลาในการหาข้อมูลและกลั่นกรองเป็นเนื้อหาให้ได้ใจความที่สมบูรณ์มากที่สุด  อ่านเข้าใจง่ายและกระชับ  กว่าจะได้ในแต่ละตอนนั้นต้องใช้เวลาครับ  ฉะนั้นบางตอนต้องรอกันเป็นเดือนก็มีครับและที่สำคัญผมต้องพอมีเวลาเขียนด้วยครับ  เนื่องจากภาระหน้าที่การงานที่ค่อนข้างจะรัดตัว เลยทำให้การเขียนในแต่ละตอนช้าไปบ้างนะครับ  คิดว่าทุกๆท่านคงจะเข้าใจนะครับ  เอาละครับเราลองมาอ่านตอนที่  7  กันเลยครับ  ว่ามีอะไรกันบ้างที่ชวนให้ท่านติดตามกัน  โดยกริชภารตะ  เจ้าเดิม

ข้อห้ามในการใช้ตะกรุดและวัตถุมงคลทุกชนิดของหลวงพ่ออาคม
          มีหลายๆท่านเหลือเกินที่สอบถามมายังผมว่า ตะกรุดของหลวงพ่ออาคมและวัตถุมงคลของท่านนั้นมีข้อห้ามอะไรบ้าง ซึ่งบางคนเคยไปเช่าตะกรุดกับหลวงพ่ออาคมที่วัดในสมัยที่ท่านยังไม่มรณภาพ ซึ่งเขาบอกว่าหลวงพ่ออาคมสั่งห้าม ไม่ให้คนที่บูชาตะกรุดของท่านกินพวก ฝัก แฝง ตำลึง บวบ หรือรอดไม้ค้ำกล้วย หรือสะพานตาเดียวอะไรทำนองนั้น บางคนบอกว่าหลวงพ่อเคยพิมพ์เป็นใบกระดาษแจกให้แก่ผู้บูชาตะกรุดเลยก็มี ซึ่งผมว่าข้อห้ามเหล่านี้ น่าจะเป็นของคนที่สักยันต์หรือลงอักขระเลขยันต์เสียมากกว่าครับ
          วันนี้ผมเลยขออธิบายถึงข้อห้าม 3 ข้อ ที่ได้ยินมาจากปากของหลวงพ่ออาคมให้ศิษย์หลวงพ่ออาคมทุกๆท่านได้จดจำกันเลยครับ ซึ่งมีด้วยกันแค่ 3 ข้อเท่านั้น ส่วนใครจะเชื่อหรือจะปฏิบัติตามหรือไม่ก็สุดแล้วแต่ท่านนะครับ เรามาดูข้อห้ามของหลวงพ่ออาคมกันเลยนะครับ
          ข้อที่ 1  ห้ามด่าบุพการีของตนเองและของผู้อื่น
          ข้อที่ 2 ห้ามเป็นชู้กับภรรยาหรือสามีของผู้อื่น
          ข้อที่ 3 ซึ่งเป็นข้อห้ามที่หลวงพ่อบอกว่าสำคัญที่สุดครับ คือ ห้ามลืม .....เดี๋ยวจะหายครับ....อันนี้ผมว่าจริงและเห็นด้วยกับหลวงพ่ออาคมเป็นอย่างยิ่งครับ เพราะบางคนเวลาอาบน้ำหรือทำภารกิจส่วนตัว มักจะถอดวัตถุมงคลต่างๆ เช่น พระเครื่อง หรือพวกตะกรุดออกจากตัว บางครั้งก็ลืมไว้ในที่ต่างๆบ้าง ซึ่งถ้าเป็นที่บ้านเราก็คงจะไม่เป็นไร แต่ถ้าเป็นตามโรงแรมหรือสถานที่ที่เราไปพักแค่ชั่วครั้งชั่วคราว รับรองว่า...หายแน่ๆ....ครับ....

          ส่วนข้อห้ามอย่างอื่นผมไม่เคยเห็นหลวงพ่ออาคมท่านเอ่ยถึงครับ.....หลวงพ่ออาคมเคยบอกกับผมเองว่า...ของดีอยู่ที่ไหนก็เป็นของดี กูเสกเป็นเดือนเป็นปี กับแค่รอดลาวตากผ้าทีเดียวแล้วจะเสื่อม งั้นเขาจะเรียกว่าของดีกันหรือ...พวกมึงอย่าคิดมาก.....ครับ...ผมก็ได้อธิบายถึงกฎข้อห้ามทั้ง 3 ข้อ ที่หลวงพ่ออาคม เคยบอกไว้แล้วนะครับ ก็ขอให้ท่านที่มีวัตถุมงคลและตะกรุดของท่านพึงปฏิบัติให้ได้นะครับ.....ของๆท่านไม่มีเสื่อมหรอกครับ  ผมว่าคนที่ใช้วัตถุมงคลของท่านต่างหากที่เสื่อม เสื่อมทั้งทางกาย วาจาและใจ และผมเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า ไม่มีใครที่อยู่เหนือกฎแห่งกรรมไปได้ครับ  เมื่อถึงเวลาตาย ต่อให้มีของดีแค่ไหน ท่านก็ต้องดับและเป็นไปตามกฎแห่งกรรมครับ.................เพราะไม่มีใครใหญ่กว่าฝาโลงครับ

ทองแท้ย่อมไม่แพ้ไฟ
          ในยุคปี พ.ศ. 2530 ขึ้นมานั้น  มีพระเกจิอาจารย์หลายๆรูปที่มีชื่อเสียงโด่งดังคับฟ้าอยู่มากมายหลายรูป เรียกได้ว่าทั่วทุกภาคฟ้าของเมืองไทยก็ว่าได้ พระเกจิบางองค์ชื่อเสียงดังสุดๆระดับประเทศ ขนาดมีการนำชีวประวัติลงเผยแพร่ในหนังสือพระเครื่องหลายๆเล่มกันเลยก็มี บางรูปก็ทยอยสร้างวัตถุมงคลออกมาเรื่อยๆ มีผู้คนที่ศรัทธาได้เช่าหาวัตถุมงคลของบรรดาพระเกจิอาจารย์ต่างๆในยุคนั้นตามกระแสแรงเชียร์และประชาสัมพันธ์ของทีมงานผู้สร้างวัตถุมงคลกัน....ชนิดที่เรียกว่า....ออกมากี่รุ่น.....ข้าขอจองไว้ก่อน....บางคนจองเพราะศรัทธาจะเก็บไว้บูชาและมอบให้ลูกหลานในวันข้างหน้า.....บางคนก็จองไว้เพื่อเก็งกำไรราคากันต่อไปในอนาคต............วันเวลาผ่านไป.......หลังจากที่หลวงพ่อดังๆต่างในยุคนั้นมรณภาพ....จากไป....บางรูปแม้ท่านจะมรณภาพไป...แต่ผู้คนที่ศรัทธา....ก็ยังถามหาและตามเก็บวัตถุมงคลของท่านต่อไป......เพราะของท่านใช้ดีจริงๆๆ..ศักดิ์สิทธิ์จริง.....เรียกได้ว่าท่านเก่งจริง.....แต่บางรูปซิครับ.....ตอนท่านยังไม่มรณภาพนั้น....ชื่อเสียงโด่งดังคับฟ้า....ยากจะหาใครทัดเทียม....แต่หลังจากที่ท่านมรณภาพไป....แต่ทำไมชื่อเสียงของท่านกลับเงียบหายไป.....ผู้คนไม่ยักกะถามหาวัตถุมงคลของท่านกันเลย.....ไม่เหมือนตอนที่ยังมีชีวิตอยู่เลย.....อันนี้แสดงว่า.....เก่งเชียร์
          สำหรับหลวงพ่อมหาอาคม วัดดาวนิมิต ต.ซับสมอทอด อ.บึงสามพัน จ.เพชรบูรณ์ นั้น ......ในสมัยที่ท่านยังไม่มรณภาพนั้น....ชื่อเสียงและเกียรติคุณของท่านนั้นดังและเป็นที่รู้จักเฉพาะในวงแคบๆ เรียกว่าดังจากปากต่อปากในหมู่ลูกศิษย์กลุ่มเล็กๆเป็นบางกลุ่ม  ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป....บางคนอยู่ในจังหวัดเพชรบูรณ์หรืออยู่ในอำเภอบึงสามพันแท้ๆยังไม่รู้จักหลวงพ่อมหาอาคมเลยครับ....ซึ่งก็เป็นเรื่องที่แปลกดีครับ...ว่าทำไม...หรือเพราะอะไร....ชื่อเสียงของท่านกลับถูกหลายๆคนมองข้าม.....ทั้งๆที่ท่านก็เก่งระดับสุดยอดพระอภิญญาในยุคนั้นก็ว่าได้เลยทีเดียว....ในช่วงที่ท่านยังไม่มรณภาพนั้นก็มีการนำประวัติและอภินิหารของท่านลงเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ตามหนังเสือพระเครื่องบ้าง.....แปลกแต่ไม่ดัง......มีกลุ่มศูนย์พระเครื่องเข้ามาสร้างวัตถุมงคลและช่วยวัดประชาสัมพันธ์ก็มี.....แปลกแต่ไม่ดัง.....คงเป็นเพราะพวกเขาเหล่านั้นเขียนประวัติและอภินิหารของท่านแบบ....ไม่เจาะลึกก็ว่าได้....แต่ในส่วนตัวผมว่า...เพราะบารมีของท่านรอกาลเวลาเป็นเครื่องเจียรนัยในความเก่งกล้าและศักดิ์สิทธิ์ของท่านเสียมากกว่า....หลายๆคนที่เคยได้รับวัตถุมงคลจากท่านไป...บางคนนำไปติดตัวคล้องคอหรือพกติดตัวบ้าง....จนหลายๆคนต่างได้พบเจอกับประสบการณ์และอภินิหารอันสุดวิสัยเหนือธรรมชาติในวัตถุมงคลของท่าน......ปากต่อปากเลยบอกต่อกันไป.......จนมาถึงทุกวันนี้  ทุกคนต่างยอมรับว่า  หลวงพ่อมหาอาคม  วัดดาวนิมิต  ท่านนั้นเก่งจริงไม่ได้เก่งเชียร์ เฉกเช่นกับทองแท้ที่ย่อมไม่แพ้ไฟ  ท่านกลับมีชื่อเสียงโด่งดังและเป็นที่รู้จักของผู้คนทั่วไป....จนวันนี้มีแต่ผู้คนถามถึงวัตถุมงคลของหลวงพ่ออาคมกัน......เหลือเกิน......เรียกได้ว่า....มาดังหลังมรณภาพ....
          ขอขอบพระคุณ......พี่ BuiDK(ปุย) เจ้าของเว๊บกลุ่มศิษย์หลวงพ่อทบ ที่เปิดโอกาสและให้โอกาสผมเป็นที่แรกในการนำภาคปฏิปทาและปาฏิหาริย์หลวงพ่อมหาอาคม ลงเผยแพร่บารมี  ขอขอบคุณ น้องต๊ะ เมืองนนท์ เว๊บมาสเตอร์ของเว๊บกลุ่มศิษย์หลวงพ่อทบ ที่คอยช่วยเสริมแต่งภาพและเรียบเรียงเนื้อหา และหารูปลงประกอบให้สวยงาม และคนสำคัญอีกหนึ่งท่านที่ขออนุญาตลงชื่อ คือพี่เอ คุณธนพฤทธ์ วิเศษ เจ้าของเว๊บหลวงพ่อมหาอาคม.COM ที่เปิดเว๊บของหลวงพ่อมหาอาคมขึ้นมา เพื่อเผยแพร่บารมีและยกย่องพระคุณครูบาอาจารย์  ตลอดจนเพื่อนๆ พี่ๆน้องๆทุกคน ทั้งพี่ยักษ์คู่ชีวิต น้องอินมหาอุฒม์ น้องแต๊กศิษย์หลวงพ่ออาคม และท่านอื่นๆที่ไม่ได้เอ่ยนาม มา ณ ที่นี้ด้วยครับ.........


* takud.jpg (149.71 KB, 700x1742 - ดู 3108 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

"ของจริงนิ่งเป็นใบ้ ของพูดได้ไม่ใช่ของจริง" ถึงตัวอยู่ไกล แต่ใจศรัทธาไม่เสื่อมคลาย
Bui DK (Webmaster1)
Administrator
Hero Member
*******
กระทู้: 3546


@-ศิษย์หลวงพ่อทบ-@


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #23 เมื่อ: มิถุนายน 13, 2011, 10:38:04 am »

รักยมหลวงพ่อมหาอาคม ปี 2537
          เมื่อปี พ.ศ.  2537 ซึ่งเป็นปีที่มีฤกษ์เสาร์ห้า  ในปีนี้หลวงพ่ออาคมได้ออกวัตถุมงคลด้วยกันหลายแบบหลายชนิดเพราะปีนี้เป็นปีแข็งเหมาะกับการปลุกเสกวัตถุมงคลต่างๆเพราะคนโบราณมีความเชื่อที่ว่าถ้าได้ปลุกเสกวัตถุมงคลหรือเครื่องรางของขลังในฤกษ์เสาร์ห้า  ของและวัตถุมงคลต่างๆจะไม่มีวันเสื่อม  สำหรับเครื่องรางอย่างหนึ่งที่หลวงพ่ออาคมได้นำมาปลุกเสกด้วยในพิธีเสาร์ห้านี้ นั้นก็คือ  รักยม  ซึ่งเป็นเครื่องรางที่หลายๆคนไม่เคยรู้มาก่อนว่าหลวงพ่อมหาอาคมได้เคยทำไว้  ซึ่งท่านมักจะแจกกับศิษย์ใกล้ชิดครับ 
          สำหรับตัวรักยมนั้น  ตัวรัก แกะมาจากต้นรักยืนตายพราย  ส่วนตัวยม  แกะจากต้นมะยมยืนตายพราย  แล้วนำมาลงอักขระเลขยันต์ใส่ในขวดน้ำมันจันทร์  ปลุกธาตุหนุนธาตุ  เรียกอาการ  32  จากนั้นนำเข้าพิธีเสาร์ห้าแล้วนำมาเสกเดี่ยวในกุฏิอีก  15  วัน  ครับ  ถือว่า รักยม ของท่านเป็นสุดยอดของดีที่ท่านสามารถเสกได้แบบมีตัวตนจริงๆสัมผัสได้  ซึ่งปัจจุบัน  รักยม  ของหลวงพ่ออาคมนั้นหาได้ยากยิ่ง ใครได้ไปต่างหวงแหน  ส่วนเอกลักษณ์ในการดูว่าใช่ รักยม ของหลวงพ่ออาคมหรือเปล่า  อันนี้บอกตรงๆว่าไม่มีเอกลักษณ์ใดๆยืนยันว่าใช่ รักยม  ของหลวงพ่ออาคมหรือไม่  นอกจากเป็นมรดกตกทอดหรือเคยได้รับมาจากมือหลวงพ่ออาคม 
          เมื่อปลายปี 2537 ผมเคยได้  รักยม  จากมือหลวงพ่ออาคมมา  1  ขวด  เคยพบกับประสบการณ์ของ  รักยม ของหลวงพ่ออาคมด้วยตนเอง  คือ  เคยเห็น  รักยม ของหลวงพ่อ  มายืนที่ปลายเตียงนอน  ด้วยตาเนื้อทั้งสองข้างแบบเต็ม  จนสักพัก  รักยม  ก็หายไป  และที่สำคัญไม่ใช่แค่ผมคนเดียวที่เห็นและสัมผัสได้  เรียกได้ว่าทุกคนภายในบ้านต่างพบกับเหตุการณ์ประหลาดๆอยู่บ่อยๆ  เช่น ได้ยินเสียงเด็กคุยกัน , ได้ยินเสียงเด็กวิ่ง ,  บางครั้งก็มาเข้าฝันคนภายในบ้านบ้าง  ที่เด็ดสุดก็คือ  เวลามีญาติหรือแขกมานอนค้างที่บ้าน  มักจะโดน  รักยม  ดึงขาบ้าง  มานั่งทับอกบ้างหรือไม่ก็ปลุกให้ตื่นครับ   จนในที่สุด  คนในบ้านต้องบอกให้เอาไปไว้วัดหรือมอบให้คนอื่นเอาไปเลี้ยง  จนในที่สุดผมก็ได้มอบให้กับคนที่นับถือกันและชอบทางด้านนี้ไป  ตั้งแต่  มอบ  รักยม  ให้คนอื่นไปก็ไม่มีเหตุการณ์แปลกๆเหล่านี้เกิดขึ้นกับคนในบ้านอีกเลยครับ
          สำหรับวิธีเลี้ยง  รักยม  นั้นก็ไม่ยุงยากเลย  เพียงแค่ก่อนนำ  รักยม  เข้าบ้านก็จุดธูปบอกศาลพระภูมิหรือจะจุดธูปบอกในห้องพระก็ได้ว่า  ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ เช่น เจ้าที่เจ้าทาง  ผีบ้านผีเรือน หรืออื่นๆที่เราบูชาหรือนับถืออยู่ภายในบ้าน  ช่วยเปิดทางให้  รักยม  ได้เข้ามาอาศัยอยู่ภายในบ้านด้วย  จากนั้นก็จัดหิ้งหรือหาที่ที่เหมาะสมให้  รักยม  อยู่  และจากนั้นให้จุดธูปบอก  รักยม ในเรื่องต่างๆ เช่น  จำนวนคนที่อาศัยอยู่ภายในบ้านเรา  ว่ามีกี่คน  เป็นใครบ้าง  และบอกด้วยว่าเวลาพ่อแม่กินอะไรก็ให้กินตามได้เลย  ไม่ต้องให้เรียก  และที่สำคัญหมั่นหยอกล้อกับ  รักยม  บ่อยๆ  แล้วท่านจะเห็นผล......
          รักยม  ของหลวงพ่ออาคม  ดีเด่นทางด้านคุ้มครอง  ค้าขายเป็นเมตตามหานิยมและโชคลาภ  โดยเฉพาะเรื่องบนบานขอในเรื่องต่างๆนั้นเด็ดขาดสุดๆถ้าเรื่องที่ขอไม่เกินวิสัยแห่งกรรมก็มักจะประสบผลดั่งที่ขอ  เมื่อเรื่องสำเร็จดั่งที่ขอ ต้องแก้บนตามในสิ่งที่เคยบนไว้ว่าจะให้  เช่น  สร้อยคอ  ของเล่น  หรือขนม เป็นต้น.......แต่  รักยม  ของหลวงพ่ออาคม  ไม่เหมาะกับคนกลัวผีนะครับ  เพราะซนและเฮี้ยนสุดๆๆๆ.และที่สำคัญ  หมั่นคอยดูน้ำมันจันทร์ในขวดนะครับ  อย่าให้แห้งเด็ดขาด เพราะน้ำมันจันทน์เป็นสื่อทางกายและวิญญาณของ  รักยม  เวลาเติมน้ำมันจันทร์  ก็เติมแค่อกหรือให้ท่วมตัวก็ได้ครับ  ไม่ผิดกติกาใดๆซึ่งแต่ก่อนคนมักเข้าใจผิดว่า  ถ้าเติมน้ำมันจันทน์ท่วมตัว  รักยม  แล้วจะทำให้  รักยม  ตายเพราะหายใจไม่ออก  ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริงครับ  เพราะ  รักยม  ของหลวงพ่ออาคม ท่านก็ใส่น้ำมันจันทร์ท่วมตัว  รักยม  มาแต่เดิมเลยครับ.....................จิเจรุนิ  จิตตัง  เอหิสิกังรูปัง  รักยม  ลูกพ่อ  จงมา  เอหิปิยังมะมะมา......................
   (เกี่ยวกับ  รักยม  ของหลวงพ่ออาคมนี้  มีหลายคนขอร้องให้ผมเขียนให้หน่อย  เพราะหลายคนสนใจกันครับ  ซึ่งใครอยากได้ไว้บูชาก็ลองๆหากันเอาเองนะครับ  แม้แต่ตัวผมเองยังต้องไปตามเช่าหามาบูชาอีกครั้งเลยครับ  หลังจากที่เคยมีและมอบให้คนอื่นไป)


..................................................................................

   จบภาคปฏิปทาและปาฏิหาริย์หลวงพ่อมหาอาคม  ตอนที่  7  คอยพบกับตอนที่  8  ได้  เร็วๆนี้  โดย  กริชภารตะ  เจ้าเดิม...............สวัสดี.........


* praponk.jpg (100.98 KB, 700x527 - ดู 2961 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

"ของจริงนิ่งเป็นใบ้ ของพูดได้ไม่ใช่ของจริง" ถึงตัวอยู่ไกล แต่ใจศรัทธาไม่เสื่อมคลาย
หน้า: 1 [2]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: