กลุ่มศิษย์หลวงพ่อทบ
ธันวาคม 18, 2017, 11:40:44 pm*

ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
ท่านพรม ถ้าฉันมรณภาพแล้ว อย่าเผาสังขารฉันนะ โบสถ์วัดช้างเผือกจะสร้างไม่เสร็จ

ยินดีต้อนรับสู่ หลวงพ่อทบ.com

การค้นหาขั้นสูง  
หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ประวัติหลวงพ่อมหาอาคม วัดดาวนิมิตร  (อ่าน 33975 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Bui DK (Webmaster1)
Administrator
Hero Member
*******
กระทู้: 3546


@-ศิษย์หลวงพ่อทบ-@


ดูรายละเอียด อีเมล์
« เมื่อ: กันยายน 21, 2010, 04:53:41 pm »

                                                                   
               หลวงพ่อมหาอาคม วัดดาวนิมิต


* 72.jpg (128.34 KB, 550x758 - ดู 20317 ครั้ง.)

* 73.jpg (148.95 KB, 750x514 - ดู 13996 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 21, 2010, 06:32:49 pm โดย Bui DK (Webmaster1) » บันทึกการเข้า

"ของจริงนิ่งเป็นใบ้ ของพูดได้ไม่ใช่ของจริง" ถึงตัวอยู่ไกล แต่ใจศรัทธาไม่เสื่อมคลาย
Bui DK (Webmaster1)
Administrator
Hero Member
*******
กระทู้: 3546


@-ศิษย์หลวงพ่อทบ-@


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: กันยายน 21, 2010, 04:58:56 pm »

พระครูอนุรักษ์วาปีพิสัย (หลวงพ่อมหาอาคม อินฺทสโร)                              



ชื่อเดิม   :  ชื่อ  อาคม  ตระกูล  ประทุมทอง



บ้านเกิด  :  วันเสาร์ที่ 10 เมษายน  2467  ณ  บ้านโนนแดง  หมู่ที่ 20 
                 ต.หนองแปง อ.กมลาพิไสย จ.มหาสารคาม(ปัจจุบันเปลี่ยน
                 เป็น ต.ลำชี  อ.กมลาพิไสย จ.กาฬสินธุ์) 
                 เป็นบุตรโทนของนายเคน และนางแดง(เสียชีวิตแล้วทั้งสองท่าน)



บรรพชา/อุปสมบท : ปี พ.ศ.2487 อุปสมบทต่อเนื่องจากการบรรพชา 
                              โดยมิได้สึกแต่อย่างใด ณ วัดบ้านโนนแดง(วัดบ้านเกิด) 
                              โดย พระสารคามมุณี เป็นพระอุปัชฌาย์ 
                              ได้รับฉายา  “อินทสโร”



การปกครอง/สมณศักดิ์
   พ.ศ.2494   เป็นเจ้าอาวาสวัดบุ้งน้ำเต้า  และเจ้าคณะตำบลบุ้งน้ำเต้า  อ.หล่มสัก
   พ.ศ.2519   เป็นเจ้าอาวาสวัดราหุล  อ.บึงสามพัน  และได้รับตราตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์
   พ.ศ.2525   เป็นพระครูสัญญาบัตรพัดยศ  ชั้นโท  ที่  “พระครูอนุรักษ์วาปีพิสัย”  และเป็น
                       เจ้าคณะอำเภอบึงสามพัน  พร้อมทั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดดาวนิมิต
   พ.ศ.2530   เป็นเจ้าคณะอำเภอชั้นเอก  ในราชทินนามเดิม


* a5.jpg (145.67 KB, 650x410 - ดู 13370 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 27, 2010, 09:36:36 am โดย Bui DK (Webmaster1) » บันทึกการเข้า

"ของจริงนิ่งเป็นใบ้ ของพูดได้ไม่ใช่ของจริง" ถึงตัวอยู่ไกล แต่ใจศรัทธาไม่เสื่อมคลาย
Bui DK (Webmaster1)
Administrator
Hero Member
*******
กระทู้: 3546


@-ศิษย์หลวงพ่อทบ-@


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: กันยายน 21, 2010, 05:44:09 pm »


         เรื่องราวของ  “หลวงพ่อมหาอาคม  อินทสโร”  พระผู้ซึ่งได้รับการขนานนามว่า  “อาคมขลังเมืองมะขามหวาน”  หากจะว่ากันให้ละเอียดแล้ว  2  ฉบับ  ก็ไม่หมดเนื้อหา  ดังนั้นต้องกราบขออภัยที่ต้องย่อเรื่องให้กระชับ  แต่อย่างไรก็ตามผมจะพยายามให้รายละเอียดต่าง ๆ คงเดิม  ตามที่  “ครูแดง”  ให้ข้อมูลมาครับ



         กล่าวได้อย่างเต็มที่ว่า  หลวงพ่อเป็นผู้ฝักใฝ่ในการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง  จะเห็นได้ว่าเมื่อเข้าเรียนขั้นมูลหรือชั้นประถมต้น  เมื่อายุ  10  ขวบ  พ.ศ. 2477  ณ  โรงเรียนวัดโนนแดง  ต.หนองแปง  อ.กมลาไสย  จ.มหาสารคาม  ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ใกล้บ้าน  หลวงพ่อใช้เวลาเพียงแค่ 3  ปีเท่านั้นก็จบชั้นประถมปีที่ 4  ใน  พ.ศ. 2480  และในปีรุ่ง  พ.ศ.2481  ท่านก็ได้รับการบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดบ้านตูมชัย  ต.หนองแปง  ในแถบบ้านเกิดของท่าน  ขณะนั้นท่านอายุเพียง  14  ปี 



         และดังที่ได้เรียนไว้เบื้องต้น  หลวงพ่อเป็นผู้ใฝ่การศึกษา  ดังนั้นในการศึกษาพระปริยัติธรรม  ท่านจึงพ้นอย่างสะดวกสบาย  โดยในขณะอายุ  19  ปี  ท่านก็สอบนักธรรมชั้นเอกเป็นที่เรียบร้อย  นอกจากนั้น  ท่านยังได้เรียนบาลีไวยากรควบคู่ไปอีกจนแตกฉานกว่าสามเณรในวัยเดียวกัน  และเพราะความที่ชอบในการศึกษา  หลังช่วงว่างจากการศึกษาบาลีไวยากรแล้ว  หลวงพ่อก็เริ่มศึกษาวิชาอาคมกับพระอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเขตจังหวัดมหาสารคาม  ซึ่งแต่ละเถรคณาจารย์จะเก่งทางด้านคงกระพันชาตรีและการขับภูติผีปีศาจ  แก้คุณไสยต่าง ๆ อาทิ  หลวงปู่ป้อ  แห่งวัดบ้านเอียด  ต.เขว้า  อ.เมือง  จ.มหาสารคาม  และตั้งแต่เป็นสามเณรหลวงพ่อก็ได้วิชาต่าง ๆ มากมายโดยเฉพาะ  วิชาขับผี  ไล่ปอบ  ซึ่งหลวงพ่อก็ได้วิชานี้จนโด่งดัง  สมัยเป็นสามเณรแล้ว



         หลังจากอุปสมบทอย่างต่อเนื่องเมื่ออายุครบ  20   ปี   แล้วหลวงพ่อก็ได้เดินทางไปศึกษาบาลีธรรมบท  ในกรุงเทพมหานคร  โดยพักจำพรรษาที่วัดสระเกศ  3  พรรษาด้วยกัน  และได้เปลี่ยนสำนักเรียนอีก  2-3  แห่งคือวัดสุทัศน์  และวัดมหาธาตุ แต่แล้วในปี  พ.ศ. 2490  ได้เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพาขึ้น  ประเทศไทยได้รับผลกระทบค่อนข้างรุนแรง  เกิดวิกฤติ  ข้าวยากหมากแพง  จากกรุงเทพมหานคร  หลวงพ่อก็ได้โยกย้ายกลับขึ้นไปทางภาคเหนือที่จังหวัดเชียงใหม่  หลบภัยอดอยากจากสงครามโดยจำพรรษาอยู่ที่วัดพระสิงห์  อ.เมือง  จ.เชียงใหม่  2  พรรษา


* 70.jpg (123.91 KB, 550x546 - ดู 14261 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 27, 2010, 09:53:24 am โดย Bui DK (Webmaster1) » บันทึกการเข้า

"ของจริงนิ่งเป็นใบ้ ของพูดได้ไม่ใช่ของจริง" ถึงตัวอยู่ไกล แต่ใจศรัทธาไม่เสื่อมคลาย
Bui DK (Webmaster1)
Administrator
Hero Member
*******
กระทู้: 3546


@-ศิษย์หลวงพ่อทบ-@


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: กันยายน 27, 2010, 09:52:20 am »


“ก้าวแรกสู่แดนมะขามหวาน  นครพ่อขุนผาเมือง”

         ปี พ.ศ. 2494  หลวงพ่อได้ออกธุดงค์จากจังหวัดเชียงใหม่ล่องใต้ตามไม้หมอนรถไฟ  และข้ามน้ำข้ามห้วยปีนเขามาถึงอำเภอหล่มสักจังหวัดเพชรบูรณ์  โดยจำพรรษาครั้งแรกที่วัดไพรสณฑ์วรารามและได้รับมอบหมายจากเจ้าอาวาสให้เป็นครูสอนบาลีธรรมเพราะในขณะนั้น  หลวงพ่อได้เปรียญธรรม 4  ประโยค  และในปี พ.ศ.เดียวกันนี้  หลวงพ่อก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะตำบลลุ้งน้ำเต้า  อ.หล่มสัก  และจุดนี้คือจุดหักเหให้ชีวิตในสมณเพศของหลวงพ่อ  เป็นไปในการเผยแผ่พระศาสนา  อบรมปฏิบัติธรรม  จริยธรรม  แก่พระภิกษุสามเณรในเขตการปกครอง  ตลอดจนการเผยแผ่พระพุทธศาสนา  โดยการเทศน์สั่งสอน  อุบาสก  อุบาสิกา  และประชาชนทั่วไป  จนทำให้ชื่อเสียงในการเป็นพระธรรมถึกของหลวงพ่อโด่งดังไปทั่วอำเภอและใกล้เคียง



         ในปีรุ่งขึ้น  พ.ศ.2495  หลวงพ่อก็ได้รับความไว้วางใจ  จากคณะสงฆ์จังหวัดเพชรบูรณ์แต่งตั้งให้เป็นพระธรรมฑูต  ของจังหวัดเพชรบูรณ์  มีหน้าที่ออกเผยแผ่ความรู้แก่ประชาชนทั่วไป  ตลอดจนพระภิกษุและสามเณรในเขตจังหวัดเพชรบูรณ์และใกล้เคียง  และเพื่อสะดวกในการปฏิบัติหน้าที่  หลวงพ่อจึงต้องจำพรรษาในจังหวัดซึ่งเป็นศูนย์กลางการเผยแผ่  ณ  วัดมหาธาตุ  พระอารามหลวงประจำจังหวัด  ซึ่งเป็นวัดที่หลวงพ่ออยู่จำพรรษามากที่สุด  ก่อนที่จะไปดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอบึงสามพัน



         ช่วงที่อยู่จำพรรษาที่วัดมหาธาตุ  เพชรบูรณ์  หลวงพ่อได้ศึกษาวิชาทางโลกเพิ่มเติมจนได้รับสิทธิให้เข้าสอบวิชาครู  และสอบได้ในประกาศนียบัตรจากกระทรวงศึกษาธิการ  หลักสูตร  “ครูมลพิเศษ”  และนับเป็นรูปแรกของพระภิกษุในจังหวัดเพชรบูรณ์  และเพราะวิสัยชอบศึกษาความรู้ในทุก ๆ แขนง  เท่าที่โอกาสจะอำนวยให้จนเป็นผู้คงแก่เรียน  รู้จริง  ปฏิบัติจริง  ด้วยเหตุนี้  หลวงพ่อจึงได้รับโปรดประทานจากสมเด็จพระสังฆราชาฯ  ให้ดำรงตำแหน่ง  “พระวินัยทรในเขตภาคเหนือ”  มีหน้าที่ดูแลความเป็นระเบียบของพระภิกษุสามเณรให้อยู่ในระเบียบวินัยและกฎของมหาเถรสมาคม  เขตรับผิดชอบ  8  จังหวัดทางภาคเหนือตอนล่าง  อาทิ  พิจิตร, นครสวรรค์, กำแพงเพชร, สุโขทัย,  อุตรดิตถ์, พิษณุโลก, ตากและเพชรบูรณ์ 



         หลวงพ่อมหาอาคมอยู่ในตำแหน่ง  “พระวินัยทร”  ตั้งแต่เริ่มแรก  จนถึงเมื่อยกเลิกระบบการปกครองของสงฆ์ในปี  พ.ศ. 2507   นับเป็นพระวินัยทรรูปสุดท้ายของจังหวัดเพชรบูรณ์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 27, 2010, 09:53:58 am โดย Bui DK (Webmaster1) » บันทึกการเข้า

"ของจริงนิ่งเป็นใบ้ ของพูดได้ไม่ใช่ของจริง" ถึงตัวอยู่ไกล แต่ใจศรัทธาไม่เสื่อมคลาย
Bui DK (Webmaster1)
Administrator
Hero Member
*******
กระทู้: 3546


@-ศิษย์หลวงพ่อทบ-@


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: กันยายน 27, 2010, 10:04:45 am »


12 ปี แห่งการธุดงควัตรและวิชาคาถาอาคม

         นับตั้งแต่ปี  พ.ศ.2505-2517  หลวงพ่อตั้งปณิธานที่จะออกธุดงควัตร  บำเพ็ญเพียรปฏิบัติธรรมและศึกษาด้านเวทมนต์คาถาจากพระเกจิอาจารย์ต่าง ๆ เพิ่มเติม  โดยเริ่มต้นจากภาคเหนือ  นับแต่  พิจิตร, พิษณุโลก, สุโขทัย ข้ามภูพระวอที่ตาก  ไปแม่สอดและข้ามแม่น้ำเมยเข้าไปพม่า  จากนั้นจึงวกไปทางตะวันออกเฉียงเหนือทางจังหวัดเลย  มุ่งอีสานข้ามแม่น้ำโขงไปฝั่งลาว  แขวงจำปาศักดิ์  แล้วลงภาคใต้ที่ประจวบฯ  ลุยขึ้นเขาสามร้อยยอดต่อไปอำเภอไชยา  จังหวัดสุราษฎร์ธานี  ปักกลดแถบเขาโตนงาช้างของนครศรีธรรมราช, ยะลาและข้ามไปปาดังเบซาร์แดนมาลายู



         หลวงพ่อใช้เวลาการเดินทางธุดงค์ศึกษาศาสตร์ต่าง ๆพร้อมทั้งบำเพ็ญเพียรกรรมฐาน  และสมาธิจิตกลางป่าดงดิบนานถึง  12  ปีเต็ม ๆ ได้วิชาความรู้ด้านเวทมนต์คาถา  จากพระเกจิอาจารย์ผู้เรืองวิชาอาคมหลายรูป  ทั้งฝากตัวเป็นศิษย์  และทั้งแลกเปลี่ยนวิชาอักขระยันต์ต่าง ๆ ตามแต่โอกาสจะอำนวยให้  เช่น  ปี พ.ศ. 2508  ขณะธุดงค์ไปจังหวัดตาก  ข้ามภูพระวอไปอำเภอแม่สอด  ได้ไปขอศึกษาวิชาคงกระพันชาตรี  เพิ่มเติมกับ  “ครูบากัญชัย”  หรือ  พระครูศิริรัตนาภรณ์  เจ้าอาวาสวัดมาตานุสสรณ์  บ้านแม่กึ๊ดหลวง  ฉายา  เทพเจ้าลุ่มแม่น้ำเมย



         และในปีเดียวกันนี้  หลวงพ่อก็ได้ตัว  “นะ”  สำคัญยิ่งมาหนึ่งตัว  นะตัวนี้หลวงพ่อเคยนำมาสักให้กับลูกศิษย์คนหนึ่งปรากฏว่าเมื่อเด็กคนนี้โตขึ้นมา  ถ่ายรูปทำบัตรประชาชนไม่ติด  ต้องมาสักแก้จึงถ่ายรูปทำบัตรประชาชนได้  นะตัวดังกล่าวคือ  “นะลือชา”



         หลวงปู่แพง  วัดสิงห์หารบ้านสะพือ  อุบลราชธานี  ศิษย์เอกเทพเจ้าภูเขาควายที่ลือลั่น  “สมเด็จรุน”  หลวงพ่อได้ร่ำเรียนวิชา  ฝังตะกรุดทองคำใต้ท้องแขน  และฝังแก้วมณี  4  ดวง  (แก้วมณี  โชติ-แก้วไพฑูรย์-แก้วปัทมราช-แก้ววิเชียร)  คาถาเหล่านี้เป็นคาถาสารพัดนึก  ใช้ได้  อยู่ยงคงกระพันมหาอุด  แคล้วคลาด  เมตตามหานิยม  แก้คุณไสยทุกประเภท



         หลวงพ่อเดิม  วัดหนองโพธิ์  นครสวรรค์  สุดยอดพระเกจิในอดีต  ได้มอบยันต์และคาถากำกับโดยผ่านศิษย์เอกของท่านรูปหนึ่ง  ซึ่งปักกลด  อยู่ตรงรอยต่อของอำเภอท่าตะโก  นครสวรรค์และเพชรบูรณ์  และหลวงพ่อมหาอาคมได้ไปพบเข้าพอดี  นะของหลวงพ่อเดิมที่หลวงพ่อได้รับมา  คือ  “นะ  ซ้อนหัว”  ซึ่งหลวงพ่อมหาอาคมได้นำลงในตะกรุดทุกดอกของท่านที่มีการจัดสร้าง



           หลวงพ่อพริ้ง  วัดโบสถ์โก่งธนู  ลพบุรี  คือ  พระเกจิอาจารย์อีกรูปหนึ่งที่หลวงพ่อได้ไปขอศึกษาวิชาอาคมโดยถวายตัวเป็นศิษย์  ซึ่งหลวงพ่อพริ้ง  ได้เมตตามอบคาถา  “ประสานกระดูก”  ให้หลวงพ่อทำน้ำมันวิเศษ  108   รักษาประชาชนได้สารพัดโรค



           หลวงพ่อใช้  จังหวัดอุตรดิตถ์  ศิษย์เอกหลวงพ่อแช่ม  วัดฉลอง  ภูเก็ต  ได้มอบตำราและคาถาการสร้างยันต์ตะกรุดโทน  “คู่ชีวิต”  ให้เมื่อครั้งหลวงพ่อธุดงค์ผ่านจังหวัดอุตรดิตถ์



           และเมื่อต้นปี  2513  เมื่อหลวงพ่อข้ามเขารังไปยังอำเภอชนแดน  เพื่อกราบนมัสการเยี่ยมหลวงพ่อทบ  ที่วัดพระพุทธบาทชนแดน  เพราะทราบข่าวว่ามีคนร้ายบุกขึ้นไปปล้นทรัพย์หลวงพ่อทบบนกุฏิและคนร้ายได้ยิงหลวงพ่อทบถึง  4 นัด  แต่ลูกปืนไม่ออก  หลวงพ่อได้กราบเรียนหลวงพ่อทบว่า  ขณะที่คนร้ายยิงหลวงพ่อทบได้ใช้คาถาอะไร  ปืนคนร้ายจึงยิงไม่ออก
  หลวงพ่อทบท่านมีความเมตตา  และชอบพอนิสัยหลวงพ่อมหาอาคมอยู่ก่อนแล้ว  จึงได้ท่องคาถาให้หลวงพ่อมหาอาคมฟัง  1  เที่ยว  แล้วลองให้หลวงพ่อท่องให้ฟัง  ปรากฏว่าหลวงพ่อมหาอาคมท่องได้ถูกหมดและแม่นยำ  หลวงพ่อทบจึงได้บอกว่าเอาไปใช้ดูเป็นคาถาดับไฟดับปืนให้เป็นน้ำ  ซึ่งก่อนหน้านี้หลวงพ่อมหาอาคมก็เคยได้คาถา  “เมตตาค้าขายดี”  ของหลวงพ่อทบมาก่อนแล้ว  โดยผ่านโยมผู้หญิงกลางคนหนึ่งที่เป็นศิษย์หลวงพ่อทบ  ซึ่งโยมผู้นั้นมีอาชีพค้าขาย  ต้องการค้าขายดี  ร่ำรวย  จึงได้พาลูกและครอบครัวไปกราบขอพึ่งบารมีหลวงพ่อทบ  ซึ่งท่านได้เมตตาเขียนเป็นตัวหนังสือขอมลงในกระดาษแทนผ้ายันต์  เพื่อให้ไปบูชา  เมื่อได้คาถามาแล้วโยมผู้นั้นอ่านไม่ออก  ก็นำคาถาบทนั้นมาให้หลวงพ่อมหาอาคมอ่านและแปลให้ฟัง  หลวงพ่ออ่านและแปลจนเข้าใจและท่องจำได้ขึ้นใจ  เมื่อมีโอกาสพบหลวงพ่อทบจึงท่องให้ฟัง  ซึ่งหลวงพ่อทบบอกว่าใช่  ความจำมหาดีมาก  ฉันยกให้ลองเอาไปใช้ดูนะ


           แม้จะได้วิชาอาคมจากพระเกจิชื่อดังแห่งยุคหลาย ๆ รูป  แต่ดูเหมือนจะไม่อิ่มในการใฝ่เรียนรู้ของหลวงพ่อมหาอาคมเพราะแม้แต่คฤหัสคนใดที่เก่งจริงรู้จริง  หรือจะเป็นเทพเป็นร่างทรง  ท่านเป็นขอศึกษาเล่าเรียนทันที  เช่น  “หลวงปู่ทองคำ”  ซึ่งอยู่ในร่างทรงของผู้ประพฤติดี  ปฏิบัติดี  ท่านหนึ่ง  (หลวงปู่ทองคำ  เป็นพระภิกษุที่มรณภาพกว่า  400 ปีแล้ว) หลวงพ่อมหาอาคมก็เคยฝากตัวเป็นศิษย์  และได้คาถาดี ๆ จากองค์ที่นับถือเป็นครูอาจารย์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 27, 2010, 10:36:26 am โดย Bui DK (Webmaster1) » บันทึกการเข้า

"ของจริงนิ่งเป็นใบ้ ของพูดได้ไม่ใช่ของจริง" ถึงตัวอยู่ไกล แต่ใจศรัทธาไม่เสื่อมคลาย
Bui DK (Webmaster1)
Administrator
Hero Member
*******
กระทู้: 3546


@-ศิษย์หลวงพ่อทบ-@


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #5 เมื่อ: กันยายน 27, 2010, 10:31:50 am »


         12  ปี  แห่งการแสวงหาและบำเพ็ญเพียรของหลวงพ่อมหาอาคม  ได้ทำให้วัตถุมงคลของท่านมีพุทธาคมเข้มขลัง  มีพลังแห่งอิทธิฤทธิ์และบุญฤทธิ์สูงส่ง 
และเป็นที่มาแห่งฉายา
“อาคมขลัง  เมืองมะขามหวาน”


         และนับแต่ปี  พ.ศ. 2520  หยุดการธุดงค์แล้ว  15  ปี  หลวงพ่อก็เริ่มจำพรรษาที่วัดบ้านราหุล  ต.โคกตะยอ  อ.บึงสามพัน  จ.เพชรบูรณ์  ตามคำนิมนต์  ของบรรดาศิษย์และได้ค้นหาภูเขาเล็ก ๆ ที่เคยเดินธุดงค์มาพบ  เพราะเหมาะแก่การสร้างวัด  เมื่อค้นพบแล้วจึงชวนชาวบ้านและคณะศิษย์ย้ายจากวัดราหุล  เริ่มก่อสร้างวัดขึ้นใหม่  ในทำเลนี้  ซึ่งก็คือ  วัดดาวนิมิต  ในปัจจุบัน



         หลวงพ่อมหาอาคมถึงแก่มรณภาพด้วยโรคชราในปี พ.ศ. ๒๕๔๗ นับเป็นการสูญเสียพระเถระผู้ปฎิบัติดีปฎิบัติชอบไปอีกรูปหนึ่ง สุดท้ายนี้จะได้นำเอาคำสั่งสอนของหลวงพ่อมาลงไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์ดังนี้


"มนุษย์และสัตว์ในโลกนี้ เขาเหล่านั้นมาเกิด
เขาไม่รู้ว่าชาติความเกิดเป็นทุกข์ ชราความแก่เป็นทุกข์
พยาธิความป่วยไข้เป็นทุกข์ มรณะ ความตายก็เป็นทุกข์
เกิดมาแล้วโตขึ้นมาจึงเห็นความทุกข์ จากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย
ถ้าเขารู้คงไม่มาเกิดและไม่มีใครอยากเกิดด้วย
เกิด แก่ เจ็บ ตาย สี่อย่างนี้มาพร้อมกันตั้งแต่เกิด
ถ้าไม่เกิด ก็ไม่แก่ ถ้าไม่แก่ก็ไม่เจ็บ ถ้าไม่เจ็บก็ไม่ตาย
เขาเรียกกันว่าธรรมชาติ เป็นธรรมดาของโลกต้องเป็นไปอย่างนั้น
ขันธ์ทั้ง ๕ (ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขารและวิญญาณ)
ไม่มีเจ้าของ ไม่มีผู้สร้าง ไม่มีผู้เสวย ไม่มีผู้ตั้งมั่น ไม่มีผู้ดำเนิน
(ดังนั้นจึงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ว่าเป็นตัวเรา
และไม่ควรยึดมั่นสิ่งทั้งหลายว่าเป็นของเรา)"
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 27, 2010, 10:37:14 am โดย Bui DK (Webmaster1) » บันทึกการเข้า

"ของจริงนิ่งเป็นใบ้ ของพูดได้ไม่ใช่ของจริง" ถึงตัวอยู่ไกล แต่ใจศรัทธาไม่เสื่อมคลาย
Bui DK (Webmaster1)
Administrator
Hero Member
*******
กระทู้: 3546


@-ศิษย์หลวงพ่อทบ-@


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #6 เมื่อ: ตุลาคม 20, 2010, 06:21:06 pm »

เพิ่มเกร็ดประสพการณ์ครับ


* Akom1-1.jpg (148.32 KB, 700x740 - ดู 12963 ครั้ง.)

* Akom1-2.jpg (148.12 KB, 700x1000 - ดู 12991 ครั้ง.)

* Akom1-3.jpg (143.61 KB, 700x554 - ดู 12906 ครั้ง.)

* Akom1-4.jpg (148.54 KB, 700x988 - ดู 17851 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

"ของจริงนิ่งเป็นใบ้ ของพูดได้ไม่ใช่ของจริง" ถึงตัวอยู่ไกล แต่ใจศรัทธาไม่เสื่อมคลาย
Bui DK (Webmaster1)
Administrator
Hero Member
*******
กระทู้: 3546


@-ศิษย์หลวงพ่อทบ-@


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #7 เมื่อ: ตุลาคม 20, 2010, 06:22:20 pm »

ต่อครับ


* Akom1-5.jpg (144.45 KB, 700x620 - ดู 12650 ครั้ง.)

* Akom1-6.jpg (137.94 KB, 700x633 - ดู 12578 ครั้ง.)

* Akom1-7.jpg (123.05 KB, 700x516 - ดู 12482 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

"ของจริงนิ่งเป็นใบ้ ของพูดได้ไม่ใช่ของจริง" ถึงตัวอยู่ไกล แต่ใจศรัทธาไม่เสื่อมคลาย
Bui DK (Webmaster1)
Administrator
Hero Member
*******
กระทู้: 3546


@-ศิษย์หลวงพ่อทบ-@


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #8 เมื่อ: ตุลาคม 20, 2010, 06:23:38 pm »

ต่อครับ...ไว้จะมาอัพเดทเรื่อยๆ นะครับ


* Akom1-8.jpg (148.74 KB, 700x515 - ดู 12432 ครั้ง.)

* Akom1-9.jpg (140.87 KB, 700x810 - ดู 12384 ครั้ง.)

* Akom1-10.jpg (123.52 KB, 700x758 - ดู 12580 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

"ของจริงนิ่งเป็นใบ้ ของพูดได้ไม่ใช่ของจริง" ถึงตัวอยู่ไกล แต่ใจศรัทธาไม่เสื่อมคลาย
Bui DK (Webmaster1)
Administrator
Hero Member
*******
กระทู้: 3546


@-ศิษย์หลวงพ่อทบ-@


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #9 เมื่อ: พฤศจิกายน 30, 2010, 04:54:10 pm »

สวัสดีครับ ช่วงนี้หายไปพักนึง เนื่องจากติดภารกิจที่ช่วงนี้ค่อนข้างจะรัดตัว และต้องเตรียมเดินทางมาไทย เลยทำให้เพื่อนๆ ที่คอยติดตามรอนานนิดนึง และต้องขอโทษพี่กริชด้วยที่ลงข้อมูลเผยแพร่ให้ช้าไปหน่อย ได้ข่าวแว่วๆ ว่าเขียนเตรียมไว้ให้ลงเผยแพร่ถึงตอนที่ 5 แล้ว ต้องขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วยครับ...  เรามาติดตามเรื่องราวของหลวงพ่อมหาอาคมกันต่อเลยดีกว่าครับ

ภาคปฏิปทาและปาฎิหาริย์หลวงพ่อมหาอาคม วัดดาวนิมิต
ตำบลซับสมอทอด อำเภอบึงสามพัน จังหวัดเพชรบูรณ์
เจ้าของตะกรุดโทนคู่ชีวิตมหาอุดหยุดปืน และเหรียญรุ่นแรกปีนแตกสะท้านปฐพี ตอนที่2

          กลับมาอีกครั้งกับประสบการณ์เกี่ยวกับภาคประสบการณ์และปฏิปทาของหลวงพ่อมหาอาคม วัดดาวนิมิต  ซึ่งเป็นตอนที่ 2 แล้วนะครับที่ผมเขียนให้กับเว๊บชมรมศิษย์หลวงพ่อทบ สำหรับประสบการณ์ต่างๆที่ได้ถ่ายทอดลงในเว๊บนี้ส่วนหนึ่งต้องขอขอบคุณ  คุณบุญเลิศ สุนทรวิทย์ , คุณอำพร อ่ำไร่ขิง , และอีกหลายๆท่านที่มิได้เอ่ยนาม ต้องขอขอบคุณกับขอมูลที่ให้มานะครับ ในการเผยแพร่ประสบการณ์และข้อมูลดีๆหลายเรื่องที่บางครั้งแม้แต่พระที่วัดดาวนิมิตเองยังไม่รู้ด้วยซ้ำไป


เขาหาว่าหลวงพ่อหยิ่ง
          พออ่านหัวข้อนี้แล้วรู้สึกไม่สบายใจเลยครับแต่ก็ขอให้ทุกท่านอ่านให้จบก่อนแล้วทุกท่านจะเข้าใจครับ คือหลวงพ่อมหาอาคมของเรานั้นมีนิสัยที่เด็ดเดี่ยวและไม่ค่อยชอบขอความช่วยเหลือหรือบอกบุญกับใครในการสร้างโบสถ์หรือศาสนสถานภายในวัดท่าน จะเห็นได้ว่าคนแถวๆตำบลซับสมอทอดหรือคนในอำเภอบึงสามพันก็ตามที บางคนยังไม่ค่อยรู้จักท่านเลยครับ จะมีก็แต่ศิษย์ยุคแรกๆที่เป็นชาวไร่แถวๆวัดเท่านั้นที่ศรัทธาท่านด้วยความบริสุทธิ์ใจ และคนส่วนใหญ่ที่มาทำบุญกับท่านนั้นมักจะเป็นคนต่างถิ่น ต่างจังหวัด หรือไม่ก็ต่างประเทศกันไปเลยครับเช่น ฮองกง สิงคโปร์ ไต้หวัน หรือแม้กระทั่งคนธิเบต ซึ่งสาเหตุที่คนเหล่านี้ดั้นด้นมาทำบุญกับหลวงพ่อก็คงเป็นเพราะปากต่อปากที่เคยมาทำบุญกับท่านแล้วเกิดความประทับใจ และที่สำคัญเวลาพวกเขามาทำบุญกับหลวงพ่อ หลวงพ่อมักจะแจกของดีให้ติดมือกับไปด้วยเสมอ เมื่อเขากลับไปพร้อมกับวัตถุมงคลอันทรงคุณค่า พวกเขาก็ได้ประสบกับปาฏิหาริย์ในวัตถุมงคลของหลวงพ่อที่ให้ไป ปากต่อปากก็บอกต่อกันไป จนทำให้เขากลับมาที่วัดอีกครั้งพร้อมกับญาติมิตรที่สนิทกันเพื่อชวนกันมาทำบุญกับหลวงพ่อและมาเอาของดีจากท่าน โดยเฉพาะตระกรุดคู่ชีวิตและเหรียญรุ่นแรกอันโด่งดัง แต่ก็แปลกไหมครับที่คนในซับสมอทอดไม่ค่อยจะมีวัตถุมงคลของท่าน เพราะอะไรทราบไหมครับ เพราะคนแถวซับสมอทอดมักชอบลองของกับท่าน สมัยแรกๆท่านก็แจกตระกรุดและเหรียญรุ่นแรกกับคนแถวนั้นละครับ คนที่ได้ไปมีทั้งศรัทธาท่านและไม่ค่อยจะศรัทธาท่าน บางคนชอบเอาวัตถุมงคลของท่านไปลองโดยเฉพาะกับตระกรุดคู่ชีวิต เห็นลองกันบ่อยจังขนาดปากกระบอกปืนแตกก็ยังเคยมี จนเรื่องการลองความขลังในวัตถุมงคลของท่าน  จนวันหนึ่งไปเขาหูของท่านเข้า ท่านเลยบอกว่าคนแถวนี้มันดูถูกกู ดูถูกครูบาอาจารย์กู ตั้งแต่นั้นมาท่านมักจะไม่ค่อยจะแจกวัตถุมงคลให้กับคนในพื้นที่มากนักนอกจากศิษย์ยุคแรกๆที่เป็นชาวไร่ที่ศรัทธาท่านมากถึงพอจะมีบ้าง พอท่านไม่ค่อยจะแจกวัตถุมงคลให้กับพวกชอบลอง (แต่พวกที่ศรัทธาท่านจริงๆที่อยู่ในตำบลซับสมอทอดและในตัวอำเภอบึงสามพันท่านก็ยังแจกให้อยู่นะครับ)เลยกลายเป็นว่าหลวงพ่ออาคมเป็นพระที่หยิ่ง ต้อนรับแต่คนไกลๆๆคนรวยๆ ก็ดันไปลองของกับท่านนิว่าท่านจะเก่งแค่ไหน แต่ท่านก็ไม่ได้ว่ากระไรนะครับแค่เพียงอยากมอบตระกรุดหรือวัตถุมงคลให้กับคนที่ศรัทธาและนับถือท่านจริงๆเท่านั้นเอง ไม่ได้หยิ่งอย่างที่ใครต่อใครคิดกันเลยหรือต้อนรับเฉพาะคนรวยๆ หรือท่านเองต่างหากที่ละอายใจจนไม่กล้าสู้หน้าท่าน หรือท่านว่าไงครับ
บันทึกการเข้า

"ของจริงนิ่งเป็นใบ้ ของพูดได้ไม่ใช่ของจริง" ถึงตัวอยู่ไกล แต่ใจศรัทธาไม่เสื่อมคลาย
Bui DK (Webmaster1)
Administrator
Hero Member
*******
กระทู้: 3546


@-ศิษย์หลวงพ่อทบ-@


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #10 เมื่อ: ธันวาคม 01, 2010, 11:03:09 am »

แค่ครั้งเดียวก็เกินพอ
          คนโบราณมักบอกย้ำเสมอมาว่า การจะทดสอบความขลังของวัตถุมงคลหรือลองความศักดิ์สิทธิ์ของวัตถุมงคลนั้น ก่อนที่จะลองให้อาราธณาหรือจุดธูปบอกครูบาอาจารย์เจ้าของวัตถุมงคลนั้นว่าจะลองอย่างไร เช่นถ้าจะลองด้วยปืนจะยิงสักกี่นัดพอ หรือจะกระทำอย่างอื่นก็ตามทีแต่แค่ครั้งเดียวก็เกินพอ
มีเรื่องอยู่เรื่องหนึ่งที่จะขอเล่าถึงการลองความขลังของวัตถุมงคลของหลวงพ่อมหาอาคมวัดดาวนิมิต โดยวัตถุที่นำมาทดสอบความขลังนั้นคือตระกรุดคู่ชีวิตยุคแรก นายบุญเลิศ สุนทรวิทย์ (บู่) เป็นศิษย์ยุคแรกๆของหลวงพ่อ ได้รับตระกรุดคู่ชีวิตยุคแรกเมื่อปี 2531 โดยหลวงพ่อมอบให้มาจำนวน 2 ดอก  หลังจากได้ตระกรุดคู่ชีวิตมาก็อยากจะทดสอบความขลังของหลวงพ่อสิว่าจะแน่สักแค่ไหน เพราะเห็นเขาว่าหลวงพ่ออาคมเป็นศิษย์ของหลวงพ่อทบแห่งวัดชนแดน ฉะนั้นตระกรุดคงมีพุทธคุณเช่นเดียวกับตระกรุดของหลวงพ่อทบผู้เป็นอาจารย์ ซึ่งในการลองตระกรุดครั้งนี้มีคนร่วมอยู่ในวงแห่งการทดสอบความขลังทั้งสิ้น  จำนวน 3 คน คือ 1.นายบุญเลิศ(บู่)เจ้าของตระกรุด 2.นายหนู ไม่ทราบชื่อจริง 3.ดาบไพศาล(เป็นตำรวจ) ซึ่งปืนที่ใช้ทดสอบความขลังเป็นปืนประจำกายของดาบไพศาล รีวอลโว่ขนาด จุดสามแปด พร้อมลูกแกะกล่องใหม่ๆจำนวน 6 นัด เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วไม่ว่าจะเป็นปืน ลูกปืน และคนยิงคือดาบไพศาลข้าราชการตำรวจไทย  นายบุญเลิศ(บู่)จึงจุดธูประลึกถึงพระรัตนตรัยมีหลวงพ่อทบแห่งวัดชนแดนและหลวงพ่อมหาอาคมวัดดาวนิมิตเป็นที่ตั้ง อธิษฐานว่าจะยิงแค่สามนัดแล้วจะหยุดทันที ถ้าศักดิ์สิทธิ์จริงสามนัดแรก ขออย่าให้ยิงออกเลย เมื่ออธิษฐานเสร็จก็นำตระกรุดไปแขวนไว้ที่ต้นมะพร้าว พร้อมกับส่งสัญญาณให้ดาบไพศาลทราบ เมื่อทุกอย่างพร้อมดาบไพศาลเดินเข้าไปเอาปืนประจำกายจ่อติดกับตระกรุดคู่ชีวิตพร้อมกับสับไกทันที นัดแรก แชะ  ดาบไพศาลหันมามองเจ้าของตระกรุด  นัดที่สอง แชะ มือดาบไพศาลเริ่มสั่น แชะ นัดสุดท้ายยังคงเหมือนเดิม นายบุญเลิศรีบวิ่งมาเอาตระกรุดทันที แล้วหันมาพูดกับดาบไพศาลว่า ไงวะไพศาลเห็นไหมสามนัดไม่ออกสักนัด ไหนเอ็งลองสับไกอีกสามนัดที่เหลือสิวะ(นายบุญเลิศเอ่ย) เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง เสียงปืนกึกก้องไปทั่วท้องสวนมะพร้าว สุดยอดว่ะกูไม่เคยเห็นอาจารย์ไหนจะแน่ขนาดนี้เลยวะ สามนัดปืนยิงไม่ออกเลยวะไหนเอ็งเอาลูกปืนออกมาให้ดูหน่อยสิว่ามีรอยเข็มฉนวนแทงหรือเปล่า(นายบุญเลิศเอ่ย) ทุกคนมองไปที่จุดหมายเดียวกันคือลูกปืนที่เอาออกมาจากลูกโม่ มีว่ะมีรอยแทงทั้งสามนัดวะ หรือว่าฟลุ๊ค งั้นลองอีกครั้งได้ไหมวะพวก (ดาบไพศาลเอ่ย) จะดีหรือวะ คนโบราณเขาบอกว่าลองแค่ครั้งเดียวก็เกินพอแล้วนะ(นายบุญเลิศเอ่ย) แต่กูไม่เชื่อวะ(ดาบไพศาลกล่าว) มาเอามา ดาบไพศาลดึงตระกรุดจากมือนายบุญเลิศไปพร้อมทั้งไปแขวนไว้ที่ต้นมะพร้าวตามเดิม ไม่พูดพร่ำทำเพลงนำลูกปืนทั้งสามนัดเข้าใส่ไปในลูกโม่เสร็จก็เอาปากกระบอกปืนจ่อประชิดตระกรุดพร้อมสับไกทันที เปรี้ยง เสียงปืนดังสนั่นทั่วกึกก้อง พอสิ้นเสียงปืนก็มีเสียงหนึ่งร้องขึ้นมา โอ๊ย โอ๊ย โอ๊ย มือกูเลือดไหลเต็มไปหมด ทุกคนหันไปมองที่ตระกรุดที่แขวนกับต้นมะพร้าวทันที่ ปรากฏว่าตระกรุดก็ยังคงแขวนอยู่ที่เดิมเหมือนไม่มีอะไรเกินขึ้น จะมีก็แต่เลือดที่ไหลอาบมือของดาบไพศาลพร้อมกับปากกระบอกปืนที่แตก จนใช้การไม่ได้ของดาบไพศาลเท่านั้น เห็นไหมละกูบอกแล้วว่าครั้งเดียวก็เกินพอ นายบุญเลิศกล่าวอย่างเย้ยหยันที่ไม่เชื่อคำพูดของตนเอง แล้วท่านละมีตระกรุดคู่ชีวิตของหลวงพ่อมหาอาคมวัดดาวนิมิตแล้วหรือยัง.........


ถึงเวลาแล้วเค้าจะมาเอาเอง
          หลวงพ่อมหาอาคมมักสอนเสมอมาว่า ถ้าใครผู้ใดไม่เคยทำบุญร่วมกันมา ไม่เคยเป็นศิษย์เป็นอาจารย์กับท่านมา แม้วัตถุมงคลของข้าวางอยู่ตรงหน้ามัน มันก็ยังไม่สนใจเลย แต่ถ้าใครเคยเป็นศิษย์กูมาแต่อดีตชาติ ถึงเวลาแล้วเจ้าของที่แท้จริงเขาจะมาเอาของเขาเอง  แม้วันนี้ของชิ้นนี้อาจจะตกอยู่กับผู้อื่นก็ตามที  แต่เมื่อเวลามาประจบเหมาะสักวันเจ้าของที่แท้จริงเขาจะมาเอาของเขาเอง  โดยเฉพาะกับตระกรุดคู่ชีวิตและเหรียญคู่ชีวิตที่ทุกชิ้นจะมีเจ้าของที่แท้จริง


* 31.jpg (145.7 KB, 700x500 - ดู 12003 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

"ของจริงนิ่งเป็นใบ้ ของพูดได้ไม่ใช่ของจริง" ถึงตัวอยู่ไกล แต่ใจศรัทธาไม่เสื่อมคลาย
Bui DK (Webmaster1)
Administrator
Hero Member
*******
กระทู้: 3546


@-ศิษย์หลวงพ่อทบ-@


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #11 เมื่อ: ธันวาคม 01, 2010, 11:04:14 am »

ท่ออลูมิเนียมกับตระกรุดคู่ชีวิต
          มีใครเคยสังเกตไหมครับว่าตระกรุดคู่ชีวิตของหลวงพ่อมหาอาคมนั้น ส่วนใหญ่ไส้แกนกลางจะเป็นท่ออลูมิเนียมเป็นแกนกลางแล้วพันทับด้วยโลหะ เช่นแผ่นทองแดง แผ่นทองเหลือ หรือแผ่นตะกั่ว แต่ตระกรุดส่วนใหญ่ ขอย้ำนะครับว่าส่วนใหญ่จะเป็นตระกรุดยุคกลางและยุคท้ายๆนะครับ แต่ถ้าเป็นยุคแรกๆจริงๆจะเป็นทองแดงล้วนๆ หรือไม่ก็ฝาบาตรล้วนๆครับหรือเป็นแบบสามกษัตริย์ไปเลยครับ ซึ่งตระกรุดคู่ชีวิตยุคแรกๆจริงๆนั้นจะไม่มีท่ออลูมิเนียม แต่พอตอนหลังมีคนมาขอตระกรุดท่านมากขึ้น จนท่านทำแทบไม่ทันท่านเลยนำท่ออลูมิเนียมมาเป็นไส้กลางเพื่อใช้เป็นตัวยึดในการพันแผ่นทองแดงหรือโลหะอื่นทับ เหมาะและสะดวกต่อการม้วนตระกรุดเป็นอย่างยิ่งครับ และท่ออลูมิเนียมนั้นก่อนที่จะนำมาทำเป็นแกนกลางตระกรุดนั้น ท่านก็มาจารลงอักขระเสียก่อนครับพร้อมเสกกำกับเป็นเบื้องต้น แต่บางอันผมเคยคลี่ตระกรุดดูก็ไม่มีจารนะครับ ส่วนคู่ชีวิตแท้ๆยุคแรกยันต์ที่ใช้จารจะเป็นยันต์แบบหลังเหรียญคู่ชีวิตเลยครับ ถ้าดอกเล็กก็ใช้ยันต์หัวใจคู่ชีวิตครับ(บทย่อครับเพราะเนื้อที่โลหะน้อยจารไม่เต็มสูตร แต่พุทธคุณก็เหมือนกันครับ คือปืนยิงไม่ออก) เท่าที่สังเกตมาและผ่านตระกรุดคู่ชีวิตมาส่วนใหญ่จะพบแต่ตระกรุดคู่ชีวิตยุคกลางและยุคท้ายๆครับคนเลยคิดว่าท่ออลูมิเนียมคือเอกลักษณ์ของตระกรุดคู่ชีวิตเสมอไปครับ เดี๋ยวไปพบแบบไม่มีท่ออลูมิเนียมแล้วปล่อยหลุดมือไปเสียดายแย่เลยครับ ส่วนตระกรุดคู่ชีวิตยุคแรกๆจริงๆเห็นไม่กี่ดอกครับส่วนใหญ่เจ้าของสุดหวงทั้งนั้น  ฉะนั้นใครที่มีความสงสัยกับท่ออลูมิเนี่ยมก็เขียนอธิบายให้แล้วนะครับ โดยส่วนตัวผมแล้ว  ผมชอบแบบมีท่ออลูมิเนียมเป็นแกนกลางนะครับเพราะดูแน่นหนาและแข็งแรงดี สำหรับตระกรุดคู่ชีวิตนั้นไม่ว่าจะเป็นยุคแรกหรือยุคกลางหรือยุคท้ายขอให้แท้อย่างเดียวพุทธคุณสุดยอดครับ ใส่ลุยได้เจ็ดย่านน้ำ ถึงยิงก็ไม่ออก ถึงออกก็ไม่โดน ถึงโดนก็ไม่เข้าครับ



          จบภาค 2 กับปฏิปทาและปาฏิหาริย์หลวงพ่อมหาอาคม วัดดาวนิมิต เตรียมพบกับภาค 3 เร็วๆนี้ กับการลองฤทธิ์ของหลวงพ่อในพิธีปลุกเสกพระที่วัดพระแก้วในกรุงเทพ และเมื่อหลวงพ่ออาคมเอ่ยถึงหลวงพ่อคูณวัดบ้านไร่ เร็วๆนี้ รับประกันกับอรรถรสที่จะได้รับ โดยกริชภารตะ เจ้าเดิม


* maipai.jpg (92.92 KB, 700x500 - ดู 13519 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

"ของจริงนิ่งเป็นใบ้ ของพูดได้ไม่ใช่ของจริง" ถึงตัวอยู่ไกล แต่ใจศรัทธาไม่เสื่อมคลาย
Bui DK (Webmaster1)
Administrator
Hero Member
*******
กระทู้: 3546


@-ศิษย์หลวงพ่อทบ-@


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #12 เมื่อ: ธันวาคม 29, 2010, 08:55:32 am »

ภาคปฎิปทาและปาฏิหารย์ หลวงพ่อมหาอาคม
วัดดาวนิมิต ตำบลซับสมอทอด อำเภอบึงสามพัน จังหวัดเพชรบูรณ์
ตอนที่  3

โดย  กริช ภารตะ

          กลับมาพบกับทุกท่านที่เป็นศิษย์ของหลวงพ่อมหาอาคม แห่งวัดดาวนิมิตกันอีกครั้งครับ ตั้งแต่ได้เขียนภาคปฎิปทาและภาคปาฎิหารยิ์ของหลวงพ่ออาคมลงในเวบกลุ่มศิษย์หลวงพ่อทบไป รู้สึกว่าตอนนี้หลายๆคนเริ่มรู้จักหลวงพ่อมหาอาคมของเรากันมากขึ้นครับ จนทำให้ตอนนี้วัตถุมงคลต่างๆของท่านเริ่มมีคนแอบเช่าเก็บกันเพิ่มมากขึ้น  จนทำให้วัตถุมงคลบางประเภทราคาขยับไปมาก เช่น ตระกรุดคู่ชีวิต , เหรียญรุ่นแรก , รูปเหมือนปั๊มรุ่นแรก , เหรียญคู่ชีวิต ฯลฯ รู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่งที่หลวงพ่อของเรามีคนรู้จักมากขึ้นครับ สำหรับตอนที่ 3 นี้ จะได้เล่าเกร็ดต่างๆที่หลายๆคนไม่เคยรับรู้กันมาก่อนครับ เพื่อเทิดทูลครูบาอาจารย์ของเราว่า หลวงพ่อมหาอาคม หนึ่งไม่เป็นสองรองใคร เพราะท่านเก่งจริงไม่ได้เก่งเชียร์หรือปั่นกระแสใดๆทั้งสิ้นครับ เพราะวันนี้มองไปทางไหนก็ยากเหลือเกินที่จะหาใครเทียบได้ครับ จริงๆแล้วในตอนที่  3  นี้ ผมรับปากว่าจะเขียนเกี่ยวกับการลองฤทธิ์ของหลวงพ่ออาคมกับบรรดาพระเกจิอาจารย์ ในพิธีปลุกเสกวัตถุมงคลที่วัดพระแก้วในกรุงเทพฯครับ  แต่ผมกลับมาคิดทบทวนดูแล้วการเขียนอะไรที่เหมือนเขียนเชียร์ว่าพระอาจารย์เราเก่งกว่าพระเกจิบางท่านที่มีลูกศิษย์นับถือกันทั่วบ้านทั่วเมือง  จึงเป็นการมิควรเป็นอย่างยิ่ง  และที่สำคัญไม่มีประจักษ์พยานใดๆที่จะมาชี้ชัดว่าสิ่งที่ถ่ายทอดออกมาคือเรื่องจริง เพราะเป็นแค่เพียงคำบอกเล่าของหลวงพ่อที่ท่านเล่าให้ศิษย์ใกล้ชิดฟังเท่านั้น และที่สำคัญเรามิควรยกอาจารย์เราเหนือกว่าพระอาจารย์ของคนอื่นครับ การเขียนเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งละเอียดอ่อน  ฉะนั้นอะไรที่มิควรเราก็ไม่สมควรจะเขียนครับ  เลยต้องขออภัยแฟนๆไว้  ณ  ที่นี้ด้วยครับ  นั้นเรามาติดตามกันต่อเลยครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 29, 2010, 09:00:28 am โดย Bui DK (Webmaster1) » บันทึกการเข้า

"ของจริงนิ่งเป็นใบ้ ของพูดได้ไม่ใช่ของจริง" ถึงตัวอยู่ไกล แต่ใจศรัทธาไม่เสื่อมคลาย
Bui DK (Webmaster1)
Administrator
Hero Member
*******
กระทู้: 3546


@-ศิษย์หลวงพ่อทบ-@


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #13 เมื่อ: ธันวาคม 29, 2010, 09:03:29 am »

ตระกรุดหนังเสือสุดยอดมหาอำนาจ เหนือคน
          มีตระกรุดอยู่แบบหนึ่งที่หายากเหลือเกินจะเรียกว่าหายากกว่าคู่ชีวิตก็ว่าได้  นั้นคือตระกรุดหนังเสือ ซึ่งหลวงพ่อมหาอาคม วัดดาวนิมิต ท่านได้สร้างไว้จำนวน 2 ครั้ง คือครั้งแรกเมื่อปี 2531 และครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2537 ซึ่งผมอยากจะขออธิบายเป็นยุคๆไปดังนี้
          ตระกรุดหนังเสือยุคแรกสร้างปี 2531 พร้อมตระกรุดคู่ชีวิตน้อยอันโด่งดัง ลักษณะเป็นตระกรุดหนังเสือโคร่ง (ลายพาดกลอน) ขอย้ำว่ามีเฉพาะเสือโคร่งเท่านั้น ลักษณะของตระกรุด จะมีขนาดความยาวประมาณ 2.5-3 นิ้ว เหตุที่แต่ละดอกยาวไม่เท่ากันคงเป็นเพราะว่าหนังเสือในแต่ละส่วนมีขนาดต่างกัน เช่นส่วนลำตัว ส่วนตรงขา ซึ่งบางส่วนนำมาตัดแล้วก็เหลือหนังเสือเกิน  2.5  นิ้ว หลวงพ่ออาคมท่านเสียดายเลยไม่ตัดทิ้ง  เลยทำให้บางดอกยาวสั้นไม่เท่ากัน เแต่จะไม่ยาวเกินนี้เพราะผ่านตามาไม่ต่ำกว่า  30 ดอก  ลักษณะของตระกรุดเป็นหนังเสือโคร่งสอดใส่ในสายยางแล้วมีการลงสีลายธงชาติทับที่สายยาง ขอย้ำว่าลงสีทับที่สายยาง (ดูภาพประกอบ) ลักษณะสายยางตลอดจนลักษณะของสีที่ลงต้องเป็นแบบนี้นะครับเพราะรับมากับมือท่าน ถ้าต่างจากนี้ก็มี แต่จะใกล้เคียงกัน เช่นดอกของคุณพิทักษ์ บึงสามพันที่เคยลงโชว์ไว้ก็ใช่ครับมีลักษณะแม่สีที่ใกล้เคียงกัน ถ้าต่างจากนี้ไม่ทราบครับ เป็นสุดยอดตระกรุดที่หายากมากๆ น่าจะมีไม่ถึง 100 ดอก  เป็นวัตถุมงคลในฝันของศิษย์สายตรงอย่างแท้จริง ท่านแจกตระกรุดนี้ให้เฉพาะศิษย์ยุคแรกเท่านั้น หลายๆคนจึงไม่เคยเห็นเพราะมีจำนวนน้อยมากๆและส่วนใหญ่จะตกอยู่กับศิษย์ชาวต่างชาติ  เช่น คนไต้หวัน  ,ฮองกง , ธิเบต ,มาเลเซีย  เป็นต้น   ยุคถัดมาเป็นตระกรุดสร้างปี 2537 เป็นแบบหนังเสือโคร่งและแบบเสือไฟ(เสือปลา) ท่านจะลงสีธงชาติในตัวตระกรุดเลยพร้อมเลี่ยมพลาสติกแบบไม่เลี่ยมก็มีนะครับและแบบลงสีที่สายยางก็มีครับ เห็นแต่ก่อนที่วัดให้ทำบุญ 2,000 บาท (ราคาทำบุญสมัยนั้นนะครับ) ตระกรุดปี 2537 ยังพอมีพบเห็นอยู่บ้างแต่ก็หายากเหมือนกัน เห็นมีอยู่ท่านหนึ่งเคยนำมาลงให้เคาะในจีพระครับเห็นเจ้าของบอกว่าไปบุกมาจากเอวเจ้าอาวาสวัดดาวนิมิตในราคา 5,000 บาทครับ (คุณพิทักษ์ บึงสามพันครับ และต้องขออนุญาตที่ต้องเอ่ยนาม เพราะท่านนี้เป็นสายตรงหลวงพ่ออาคมเบอร์หนึ่งของประเทศไทย มีของหายากๆของหลวงพ่อเยอะที่สุดก็ว่าได้ครับ) ส่วนอักขระที่ลงในหนังเสือนั้นเป็นยันต์ปืนแตกบ้าง เก้ายอดมหาอุดบ้าง อิติปิโสบ้าง มีทั้งจารเป็นอักขระแบบขอมลาวและขอมหวัด เดี๋ยวหลายๆคนจะเข้าใจผิดกันว่าตระกรุดหนังเสือเป็นตระกรุดคู่ชีวิตแบบหนึ่งของหลวงพ่อ ไม่ใช่นะครับหลวงพ่ออาคมไม่เคยสร้างตระกรุดคู่ชีวิตเป็นแบบหนังเสือนะครับ ขอยืนยัน และในรุ่นปี 2537 นี้ ยังมีการสร้างหนังหน้าผากเสือด้วยนะครับ นี่ก็หายากเหมือนกันมีทั้งแบบจารอักขระขอมลาวและขอมหวัดครับ ส่วนประสบการณ์นั้นยังไม่เคยได้ยินมาครับเพราะเป็นของหายากน้อยคนที่จะมี แต่ถ้าถามผมแล้วในทัศนะของผมที่ใช้ประจำตัวอยู่คือดีเด่นทางมหาอำนาจและบารมีครับ เหมาะแก่ผู้ที่เป็นเจ้าคนนายคนและปกครองคน เป็นอย่างยิ่งครับโดยเฉพาะกับผู้ที่ปกครองคนจำนวนมาก  เช่นข้าราชการ  หัวหน้าหน่วยงาน เป็นต้น  ถือว่าเป็นตระกรุดที่น่าใช้มากๆครับ ถ้าจะบอกว่าน่าใช้กว่าคู่ชีวิตก็ว่าได้ครับ  ส่วนคาถาที่ท่านใช้เสกคือ บทปืนแตกและมหาอำนาจครับ  ส่วนยันต์ที่ลงในตัวตระกรุดได้กล่าวไปข้างต้นแล้ว ใครได้ไปถือว่าเป็นวาสนาบารมีเฉพาะตนครับ ท่านเสกตระกรุดหนังเสือได้ขลังไม่แพ้หลวงพ่อนอวัดกลางท่าเรือ  , ไม่แพ้หลวงพ่อตาบวัดมะขามเรียงก็แล้วกันครับ  เรียกว่าใช้แทนกันได้สบายพุทธคุณไม่ต่างกัน และที่สำคัญของเก๊ยังไม่เคยเห็น  มีแต่ของยัดวัดว่าเป็นตระกรุดหนังเสือของหลวงพ่ออาคมครับ  โปรดระวังเพราะช่วงนี้มีคนส่งเมลมาให้ผมดูกันหลายเจ้า  ส่วนใหญ่เป็นหนังเสือยัดวัดยัดอาจารย์ครับ  ก็ขอจบเกี่ยวกับตระกรุดหนังเสือเพียงเท่านี้ครับ  เพราะมีหลายคนอยากรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้มากๆ  วันนี้เขียนให้อ่านกันแล้วนะครับ  ขาดตกบกพร่องประการใดจะมาเพิ่มเติมให้ทีหลังนะครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 19, 2012, 07:42:12 pm โดย Bui DK (Webmaster1) » บันทึกการเข้า

"ของจริงนิ่งเป็นใบ้ ของพูดได้ไม่ใช่ของจริง" ถึงตัวอยู่ไกล แต่ใจศรัทธาไม่เสื่อมคลาย
Bui DK (Webmaster1)
Administrator
Hero Member
*******
กระทู้: 3546


@-ศิษย์หลวงพ่อทบ-@


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #14 เมื่อ: ธันวาคม 29, 2010, 09:09:11 am »

เหรียญคู่ชีวิตพิชิตลูกปืน

          ในบรรดาวัตถุมงคลของหลวงพ่อมหาอาคมนั้น นอกจากตระกรุดคู่ชีวิตและเหรียญรุ่นแรกแล้วนั้น ก็มีรูปเหมือนปั๊มรุ่นแรกละครับที่เป็นสามสุดยอดของท่าน  แต่ก็ยังมีวัตถุมงคลอีกหนึ่งชนิดนะครับที่อยากจะแนะนำให้กับท่านที่หาตระกรุดคู่ชีวิตไม่ได้  เนื่องจากราคาเช่าหาที่ค่อนข้างจะแพง นำมาเป็นทางเลือกในการตัดสินใจสืบเสาะแสวงหามาสักการบูชากันครับ  นั้นคือเหรียญคู่ชีวิตครับ ซึ่งมูลเหตุของการสร้างเหรียญคู่ชีวิตนั้นเนื่องมาจากความโด่งดังของตระกรุดคู่ชีวิตของท่าน  ทำให้มีคนต้องการตระกรุดคู่ชีวิตกันมากเหลือเกินจนท่านทำแทบไม่ทันแถมท่านอยู่ในวัยชราภาพ มือไม้เริ่มสั่นสายตาเริ่มไม่ค่อยจะดีเหมือนเช่นแต่ก่อน  ท่านจึงรวบรวมตระกรุดคู่ชีวิตตลอดจนจารแผ่นอักขระเลขยันต์ต่างๆนำมาให้ช่างรีดเป็นแผ่นแล้วนำมาปั๊มเป็นเหรียญคู่ชีวิตขึ้นมา  โดยด้านหลังเหรียญให้บรรจุยันต์คู่ชีวิตเอาไว้ แบบที่ลงในตระกรุดคู่ชีวิตทุกประการ เหรียญรุ่นนี้เรียกว่าดีทั้งนอกและใน  คือเนื้อหาดีเพราะนำแผ่นอักขระเลขยันต์ต่างๆมารีดแล้วปั๊มเป็นเหรียญแถมยังได้สุดยอดพระอภิญญาที่มีบารมีทางด้านการเสกตระกรุด คือหลวงพ่อมหาอาคมปลุกเสกอีก  หลวงพ่อมหาอาคมท่านบอกว่า  เหรียญคู่ชีวิตหนึ่งเหรียญมีพุทธคุณเทียบเท่าตระกรุดคู่ชีวิตหนึ่งดอกครับ ส่วนจำนวนการสร้างไม่ชัดเจนแน่นอน บางท่านก็บอกสร้าง  5,000 เหรียญ  บางท่านก็บอก 3,000  เหรียญ  มีทั้งแบบเนื้อทองแดงรมดำ , เนื้อกระไหล่ทอง .เนื้อกระไหล่เงินลงยา ,แบบสามกษัตริย์ และเนื้อเงิน  ซึ่งสำหรับเนื้อเงินนั้นหายากสุดๆ ขอยืนยันว่ามีแน่นอนแต่น้อยมากๆผมยังเคยพบเห็นเลยครับแต่ไม่มีวาสนาจะได้ครอบครอง  ส่วนประสบการณ์ของเหรียญรุ่นนี้หรือครับ  มีคนเคยโดนยิงแบบจ่อๆที่จังหวัดเพชรบุรีเลยนะครับ  ปรากฏว่ายิงออกนะครับ  แต่ไม่เข้าซึ่งเป็นเรื่องที่โจษขานกันเป็นอย่างยิ่งแถวเพชรบุรีแต่คนกลับมาเล่าว่าใส่เหรียญหลวงปู่ท่านหนึ่งกัน (อันนี้โปรดใช้วิจารณญาณในการเชื่อนะครับ)  ปัจจุบันเหรียญคู่ชีวิตของหลวงพ่ออาคมยังพอหาได้นะครับ  ราคายังไม่แพงแถมยังไม่มีเหรียญเก๊อีกต่างหาก  เชื่อผมเถอะครับถ้าใครหาตระกรุดคู่ชีวิตไม่ได้  ลองหาเหรียญคู่ชีวิตสักเหรียญสิครับเพื่อเป็นทางเลือกของท่านอีกทางหนึ่งครับ  แล้วท่านจะรู้ว่าเหรียญคู่ชีวิตนั้นสุดยอดแค่ไหน


* kooshevit.jpg (118.5 KB, 700x525 - ดู 12612 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

"ของจริงนิ่งเป็นใบ้ ของพูดได้ไม่ใช่ของจริง" ถึงตัวอยู่ไกล แต่ใจศรัทธาไม่เสื่อมคลาย
หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: