กลุ่มศิษย์หลวงพ่อทบ
ธันวาคม 18, 2017, 11:40:56 pm*

ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
ท่านพรม ถ้าฉันมรณภาพแล้ว อย่าเผาสังขารฉันนะ โบสถ์วัดช้างเผือกจะสร้างไม่เสร็จ

ยินดีต้อนรับสู่ หลวงพ่อทบ.com

การค้นหาขั้นสูง  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ประวัติหลวงพ่อผอง วัดพรหมยาม  (อ่าน 7571 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Bui DK (Webmaster1)
Administrator
Hero Member
*******
กระทู้: 3546


@-ศิษย์หลวงพ่อทบ-@


ดูรายละเอียด อีเมล์
« เมื่อ: ตุลาคม 31, 2008, 07:19:49 am »

ประวัติหลวงพ่อผอง

หลวงพ่อพระครูธีรพัชโรภาส ( ผอง  ธมฺมธีโร )  นามเดิมชื่อ  ผอง   นามสกุล   อินทรผล   เกิดที่บ้านหันน้อย  ต. หนองมะเขือ  อ. พล   จ. ขอนแก่น   เมื่อวันอังคารที่   24   เดือน มีนาคม พ.ศ.   2467  บิดาชื่อ  นายหลอด อินทรผล  มารดาชื่อ  นางบุญโฮม  ผลโพธิ์   มีพี่น้องร่วมท้องมารดาเดียวกันทั้งหมด 7 คน  ท่านเป็นพี่คนโต  การศึกษาในวัยเยาว์ท่านเรียนจบชั้น ม.ศ. 3 จากโรงเรียนบำรุงไทย 2    อ. พล   จ. ขอนแก่น   ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2   ท่านได้เข้ารับการฝึกเป็นกองทหารอาสาในช่วงปี 2488  พอถึงช่วงปลายปีนั้นสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลงท่านจึงไม่ได้ไปร่วมรบแต่อย่างใด ท่านอุปสมบทเมื่อ วันที่ 25  มีนาคม พ.ศ. 2489 ที่วัดศรีชมชื่น  ตั้งอยู่ที่  หมู่ที่ 15  ต. บ้านเรือ  อ. ภูเวียง  จ. ขอนแก่น  โดยมีพระครูปฏิพัทธ์ธรรมคุณ   เป็นพระอุปัชฌาย์

          หลังจากที่ได้บวชที่วัดศรีชมชื่นแล้ว ท่านได้จำพรรษาที่ วัดโพธิ์ชัย และวัดสระแก้ว วัดละ 1 พรรษา ท่านสอบได้นักธรรมชั้นตรีที่วัดโพธิ์ชัยและนักธรรมชั้นโทที่วัดสระแก้ว หลังจากนั้นท่านได้เดินธุดงค์ผ่านมาทางเทือกเขาจังหวัดชัยภูมิ   มาจำพรรษาที่วัด มะกอกหวาน อ. ชัยบาดาล  จ. ลพบุรี  อีก 2 พรรษา หลังจากจำพรรษาที่นี่แล้ว  พอออกพรรษานั้นท่านได้เดินธุดงค์ไปตามจังหวัดต่าง ๆ  ทั่วภาคกลาง เช่นพระนครศรีอยุธยา ชัยนาถ นครสวรรค์ พิจิตร  ฯลฯ  และได้มาพักที่ อ. ตะพานหิน จังหวัดพิจิตร  ก่อนจะเดินธุดงค์ขึ้นไปทางภาคเหนือ  เหมือนท่านได้เคยบำเพ็ญบารมีเป็นศิษย์กับอาจารย์   ร่วมกันมากับหลวงพ่อทบ  ท่านได้รับการชักชวนจากเจ้าอาวาสวัดสว่างเนตร  ต. ดงขุย  อ. ชนแดน  ให้มาจำพรรษาและพัฒนาวัดร่วมกัน  ท่านจึงได้ตัดสินใจจำพรรษาที่วัดนี้  เป็นเวลาถึง  7  พรรษา  ช่วง พ.ศ. 2492 – 2498 และสอบได้นักธรรมชั้นเอกที่วัดสว่างเนตร  หลังจากนั้นท่านได้ย้ายมาจำพรรษาที่วัดสิริรัตนาราม  บ้านท่านข้าม อ. ชนแดนอีก  7  พรรษา  ในช่วง  14  พรรษา  ที่อยู่ที่ อ. ชนแดนนี้ ท่านได้ดำรงตำแหน่งเป็นพระสังฆาธิการทำหน้าที่เลขานุการเจ้าคณะตำบล  และเคยรักษาการเจ้าคณะตำบลดงขุย  ชนแดน  อยู่หลายปี    และท่านได้เดินทางไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อทบ  วัดเขาน้อย ( วัดพระพุทธบาทเขาน้อยในปัจจุบัน ) เทพเจ้าของชาวเพชรบูรณ์   ท่านได้เรียนวิชาอาคมต่าง ๆ   คู่กับพระอาจารย์เพ็ง  ( พระที่จารตะกรุดให้หลวงพ่อทบ ) ศิษย์เอกของหลวงพ่อทบอีกรูปหนึ่งจากหลวงพ่อทบจนหมดสิ้นวิชาความรู้ของหลวงพ่อทบ   และยังได้ช่วยเป็นธุระในการสอนหนังสือนักธรรมให้แก่พระภิกษุและสามเณรที่วัดหลวงพ่อทบตลอดระยะเวลาที่ท่านจำพรรษาอยู่ที่ อ. ชนแดน อีกด้วย  นอกจากนี้ท่านยัง เป็นพระคู่สวด คู่กับพระอาจารย์เพ็ง  คอยสวดญัตติจตุถกรรมวาจาให้แก่ผู้ที่จะบวช  โดยมีหลวงพ่อทบ  นั่งเป็นพระอุปัชฌาย์  โดยท่านได้ร่วมเดินทางไปบวชพระกับหลวงพ่อทบในถิ่นทุรกันดารเกือบจะทุกที่ เช่น   วังโป่ง    ดงขุย    ท่าข้าม    สามแยกวังชมภู    ยางหัวลม   นาเฉลียง ฯลฯ

         หลังจากที่อยู่ฝากตัวเป็นศิษย์และช่วยหลวงพ่อทบสอนหนังสือและบูรณะก่อสร้างถาวรวัตถุที่วัดเขาน้อย  และวัดที่ท่านจำพรรษาแล้ว  จนมีความเจริญก้าวหน้าโดยลำดับแล้ว    พอถึง ปี  2506  ท่านเบื่อหน่ายในตำแหน่งทางการปกครอง   มุ่งแสวงหาความสงบทางด้านจิตใจ  ท่านจึงได้ตัดสินใจกราบลาหลวงพ่อทบ   ออกเดินจาริกธุดงค์จาก อ. ชนแดน   ข้ามเทือกเขารังสามแยกวังชมภู  ผ่านมาทางบ้านนาเฉลียง   หนองไผ่    บึงสามพัน   และได้เดินธุดงค์มาทางบ้านถ้ำท่าเกย  ต. สามแยก   มาพักที่วัดถ้ำท่าเกยได้ระยะหนึ่ง   ก็มีชาวบ้านจากบ้านพรหมยามและบ้านโค้งสุพรรณ   ได้พากันเดินทางมานิมนต์ท่านให้ไปช่วยสร้างวัดที่บ้านพรหมยาม  ท่านจึงรับนิมนต์และเดินทางมายังบ้านพรหมยามเมื่อวันศุกร์ที่  6  กรกฎาคม  2506  ตรงกับวันขึ้น 14 ค่ำเดือน 8 ซึ่งเป็นวันโกนก่อนวันพระเข้าพรรษาเพียง 1 วัน  ชาวบ้านได้ช่วยกันสร้างกุฏิที่พักชั่วคราวเป็นเรือนไม้ไผ่หลังคามุงหญ้าคา  ให้ท่านได้พักจำพรรษาหลังจากนั้นพอออกพรรษาแล้ว  ท่านได้ชักชวนชาวบ้านในละแวกหมู่บ้านใกล้เคียงให้ช่วยกันสร้างวัดพรหมยามขึ้นมา   วัดพรหมยามได้เจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็วด้วยความร่วมมือร่วมใจของชาวบ้าน    ประกอบกับปฏิปทาที่น่าเลื่อมใสน่าเคารพของหลวงพ่อผอง  ทำให้ท่านเป็นที่เคารพศรัทธาของชาวบ้านอย่างที่สุด  ประกอบกับวัตถุมงคลของท่าน   ที่ท่านปลุกเศกและได้ทำตามตำราวิชาที่เรียนมาจากหลวงพ่อทบ   มีประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์ชัดแก่สายตาของชาวบ้านโดยทั่วไป   และยังเป็นประสบการณ์ที่หนัก ๆ อีกด้วย   เช่น  โดนถล่มยิงด้วย M 16  ถึง  40  นัด  รถพรุนทั้งคัน  คนขับลูกปืนถาก ๆ แขนขาบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย  คนนั่งไปด้วยเสื้อขาดหนังท้องถลอก   อีกรายฟ้าผ่าลงมาเต็ม ๆ  ที่ร่างไฟลุกเต็มหลังควันพวยพุ่งออกจากหัวแต่ไม่เป็นอะไรเลย   อีกรายโดนยิงด้วยลูกซองยาวระยะ 7 เมตร  ลูกตะกั่วเข้าเต็มหน้าอกทุกเม็ดกระเด็นหงายท้อง  ไปหาหมอเอาคีบหนีบลูกตะกั่วแบน ๆ ที่ติดตามหน้าอกออกแล้วกลับบ้านได้  ทางด้านเมตตามหานิยมท่านก็เป็นเยี่ยมมาก  โดยเฉพาะสีผึ้งมหาเสน่ห์มหานิยม  แต่ท่านจะนาน ๆ ทำครั้งนึง  ปัจจุบันเลิกทำแล้ว    ฯลฯ และอีกอย่างหนึ่งวัตถุมงคลประเภทพระเครื่องของท่านก็สร้างน้อยมาก    ทำให้ชาวบ้านหวงแหนและแสวงหาวัตถุมงคลของท่านเป็นอันมาก  ปฏิปทาที่น่าเลี่ยมใสของท่านอีกอย่างคือท่านไม่ยึดติดในลาภสักการะแต่อย่างใด  ไม่สะสมวัตถุข้าวของเครื่องจตุปัจจัยไทยธรรม  บางครั้งท่านอาพาธเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาท  คณะศิษย์ยังต้องช่วยกันออกค่ารักษาพยาบาทให้    เพราะท่านไม่สะสมจตุปัจจัยไทยธรรมญาติโยมถวายมาเท่าไหร่  ท่านก็เอามาก่อสร้างถาวรวัตถุและบำเพ็ญทานบารมีจนหมดสิ้น  กุฏิที่ท่านอยู่ก็เป็นเพียงกุฏิหลังเล็ก  ๆ  พอได้อาศัยจำวัดและปฏิบัติธรรมเท่านั้น   ปัจจุบันนี้ท่านอายุ 83  ปี พรรษาที่ 62  แต่ท่านก็ยังมีสุขภาพแข็งแรงไม่เจ็บป่วยแต่อย่างใด  หลวงพ่อผองท่านนับว่าเป็นศิษย์สายตรงที่เหลือน้อยมาก ๆ ของ หลวงพ่อทบอีกรูปหนึ่ง   ที่มีระยะเวลาของช่วงชีวิตเกี่ยวพันกับหลวงพ่อทบนานถึง 14 ปี  2492 – 2506   ท่านนับว่าเป็นพระสุปฏิปันโนที่น่าเลื่อมใสและกราบไว้ได้อย่างสนิทใจอีกรูปหนึ่งของเมืองเพชรบูรณ์


                                                                                                            ข้อมูลโดย คุณมหาหิน


* jj28.jpg (95.33 KB, 550x739 - ดู 7385 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

"ของจริงนิ่งเป็นใบ้ ของพูดได้ไม่ใช่ของจริง" ถึงตัวอยู่ไกล แต่ใจศรัทธาไม่เสื่อมคลาย
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: